ผู้นำสูงสุดอิหร่าน ย้ำ ฮัจญ์ เป็นสัญลักษณ์ที่ผสมผสานกันระหว่างจิตวิญญาณและการเมือง

ไม่มีผู้ใดที่มีสิทธิที่จะขัดขวางไม่ให้ความหมายที่แท้จริงของฮัจญ์นั้นบรรลุผลและหากว่ารัฐบาลหรือผู้ปกครองได้กระทำเช่นนี้ ถือว่าเป็นหนึ่งในความหมายที่แท้จริงของการปิดกั้นในแนวทางของพระองค์

534

เมื่อช่วงเช้าของวันจันทร์(16)ที่ผ่านมา คณะเจ้าหน้าที่ประกอบกิจการฮัจญ์ของปีนี้ได้เข้าพบท่านอยาตุลลอฮ์ คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดการปฏิวัติอิสลาม โดยท่านผู้นำถือว่า ฮัจญ์นั้น เป็นสัญลักษณ์ที่ผสมผสานกันระหว่างจิตวิญญาณและการเมืองมาเข้าด้วยกัน และคุณลักษณะที่สำคัญที่สุดของฮัจญ์ คือ การวมตัวของมวลมุสลิมในเวลาและสถานที่ๆถูกกำหนดไว้ โดยกล่าวว่า “ฮัจญ์ที่แท้จริงก็คือ ในอีกด้านหนึ่งนั้น มีการประกาศถึงความเป็นปฏิปักษ์(บะรออัต)กับบรรดาผู้ตั้งภาคี(มุชริกีน) และในอีกด้านหนึ่ง ยังเป็นการวางพื้นฐานที่ก่อให้เกิดความเป็นเอกภาพและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของบรรดามุสลิม”

ท่านอยาตุลลอฮ์ คาเมเนอี ถือว่า โครงสร้างของระบอบสาธารณรัฐอิสลามและการมีศักยภาพของอิสลามในการเข้าสู่สนามทางการเมืองและการดำเนินชีวิตที่ผิดพลาดในหลายปีนั้นเกิดมาจากความพยายามในการแยกศาสนาออกจากการเมือง โดยกล่าวเสริมว่า “ในปัจจุบันนี้ ได้มีกลุ่มชนที่โง่เขลาเบาปัญญาพยายามทำให้ศาสนานั้นต้องแยกออกจากการเมือง ทั้งในด้านการใช้ชีวิตและการศึกษาหาความรู้ของบรรดาเยาวชน แต่ทว่า ฮัจญ์นั้นเป็นโอกาสที่ดีที่สุดและเป็นอีกฉากหนึ่งของการปฏิบัติเพื่อแสดงให้เห็นถึงความผสมผสานกันระหว่างศาสนากับการเมือง”

ท่านผู้นำสูงสุดการปฏิวัติอิสลาม ถือว่า การกำหนดเจาะจงในเวลาและสถานที่สำหรับการรวมตัวของมวลมุสลิมในการประกอบพิธีฮัจญ์นั้น แสดงให้เห็นว่า ฮัจญ์ต้องมีเป้าหมายที่สูงส่งยิ่งกว่าด้านจิตวิญญาญเสียอีกโดยท่านผู้นำได้ตั้งข้อสังเกตุว่า “หนึ่งในเป้าหมายที่สำคัญของฮัจญ์ คือ การรวมตัว การมีความสัมพันธไมตรี และความเข้าใจซึ่งกันและกันของบรรดามุสลิมด้วยกัน โดยแท้จริงนั้นเป็นปัจจัยที่จะทำให้ประชาชาติอิสลาม(อุมมัต อิสลาม) นั้นได้เกิดขึ้น”

ท่านผู้นำสูงสุดการปฏิวัติอิสลาม ยังได้เน้นว่า วิหารกะอ์บะฮ์อันทรงเกียรติและมัสยิดอัลฮะรอมและมัสยิดอัลนะบีนั้นเป็นกรรมสิทธิ์ของชาวมุสลิมทุกๆคนและไม่ใช่จะเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ที่เข้ายึดครองแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์นี้ โดยกล่าวเสริมว่า “ไม่มีผู้ใดที่มีสิทธิที่จะขัดขวางไม่ให้ความหมายที่แท้จริงของฮัจญ์นั้นบรรลุผลและหากว่ารัฐบาลหรือผู้ปกครองได้กระทำเช่นนี้ ถือว่าเป็นหนึ่งในความหมายที่แท้จริงของการปิดกั้นในแนวทางของพระองค์”

ท่านผู้นำสูงสุดการปฏิวัติอิสลาม ยังได้ชี้ถึงโครงสร้างของความหมายใหม่ของฮัจญ์ที่เกิดขึ้นมาจากบะรอกัต(ความเป็นสิริมงคล)ในการชี้แนะของท่านอิมามโคมัยนี ผู้ทรงเกียรติ โดยกล่าวว่า “ฮัจญ์ที่แท้จริงนั้น จะต้องมีการประกาศบะรออัต(การเป็นปฏิปักษ์)จากพวกตั้งภาคีทั้งหลายและเป็นพื้นฐานในความเป็นเอกภาพและความสามัคคีของบรรดามุสลิม มิใช่ว่า บางรัฐบาลที่ได้ดำเนินตามทิศทางในการสร้างความแตกแยกและการออกห่างจากประชาชาติอิสลามด้วยกัน อีกทั้งความพยายามที่จะเชื่อมความสัมพันธ์กับชาติมหาอำนาจ”

ท่านอยาตุลลอฮ์ คาเมเนอี ยังได้ชี้อีกเช่นกันถึงโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นในมัสยิดอัลฮะรอมและทุ่งมินา เมื่อปี 2015 โดยถือว่า นี่เป็นความฉ้อฉลที่ยิ่งใหญ่ และท่านผู้นำยังเน้นถึงการติตตามผลเพื่อทวงคืนสิทธิอันชอบธรรมอย่างต่อเนื่อง โดยกล่าวเสริมว่า “อย่าปล่อยให้ข้อเรียกร้องเหล่านี้ต้องถูกลืมเลือนหายไป ทั้งเจ้าหน้าที่ทั้งหลายที่เกี่ยวข้องจะต้องมีการดำเนินการติดตามผลในวิธีการต่างๆโดยเฉพาะในแวดวงของประชาคมโลก เพื่อให้มีการจัดตั้งคณะกรรมาธิการในการตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยมีสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่านนั้นเข้าร่วมด้วย เพราะว่าจากทั้งสองโศกนาฏกรรม ซึ่งถือว่าหน้าที่ของรัฐบาลซาอุดิอาระเบีย นั้นคือ การรักษาความปลอดภัยให้กับบรรดาฮุจญาจ แต่ก็ไม่มีการระมัดระวังแต่อย่างใด อีกทั้งค่าชดเชยที่จะต้องมีการจ่ายให้กับบรรดาผู้เสียชีวิตก็ยังไม่มีการจ่ายเลย”

ท่านผู้นำสูงสุดการปฏิวัติอิสลาม ยังเน้นย้ำถึงความจำเป็นอย่างเร่งด่วนที่สุดในปัจจุบันของโลกอิสลาม คือความเป็นเอกภาพและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน และท่านผู้นำยังได้ชี้ถึงการมุ่งมั่นของเหล่าศัตรูในการเผชิญหน้ากับบรรดามุสลิมโดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นปาเลสไตน์และเยเมน โดยกล่าวเสริมว่า “ขณะนี้พวกสหรัฐฯได้เรียกนโยบายอันชั่วร้ายที่เกี่ยวกับปาเลสไตน์ว่าเป็น“ข้อตกลงแห่งศตวรรษ” แต่พึงตระหนักไว้เถิดว่า ด้วยกับความโปรดปรานของพระองค์ ข้อตกลงแห่งศตวรรษนี้จะไม่มีวันบรรลุผลอย่างแน่นอนและสายตาอันมืดบอดของรัฐบาลสหรัฐฯก็จะไม่มีวันถูกลืมในประเด็นปาเลสไตน์เป็นอันขาด อีกทั้งอัลกุดส์(เยรูซาเล็ม) ก็จะยังคงเป็นเมืองหลวงของปาเลสไตน์ตลอดไป”

ท่านผู้นำสูงสุดการปฏิวัติอิสลาม ยังได้เน้นถึงการยืนหยัดของประชาชาติปาเลสไตน์ในการเผชิญหน้ากับแผนการร้าย ทั้งนี้ ทั้งนั้น ประชาชาติอิสลามต่างก็ต้องให้การสนับสนุนต่อประชาชนชาวปาเลสไตน์อีกด้วยเช่นกัน โดยกล่าวเสริมว่า “บางรัฐบาลของประเทศอิสลามที่พวกเขานั้นไม่มีความศรัทธาต่ออิสลามเลย ด้วยกับเหตุผลในความโง่เขลาและการลุ่มหลงต่อโลกนี้ของพวกเขา จึงต้องยอมเสียสละเพื่อพวกสหรัฐฯ แต่ด้วยกับความโปรดปรานของพระเจ้า จะทำให้ประชาชาติอิสลามและประชาชาติปาเลสไตน์นั้นได้รับชัยชนะเหนือเหล่าศัตรูและพวกท่านทั้งหลายก็จะเห็นในวันที่รัฐเถื่อนไซออนิสต์นั้นถูกถอนรากถอนโคนออกจากแผ่นดินของชาวปาเลสไตน์

http://www.leader.ir