ประวัติศาสตร์สองมุมของเหตุการณ์ “กัรบาลาอ์”….!

594

เหตุการณ์แห่งอาชูรอและประวัติศาสตร์แห่งการต่อสู้ ณ แผ่นดินกัรบาลาอ์ มีสองมุมที่ควรแก่การศึกษาและทำความเข้าใจ มุมหนึ่งเป็น “มุมสีขาว”  เป็นมุมของความสวยงามเป็นมิติแห่งแสงสว่างส่องทางนำ เป็นการฉายภาพของการเสียสละและการปกป้องเกียรติยศและศักดิ์ศรีและการแสดงออกถึงความจงรักภักดีต่อพระผู้เป็นเจ้า

ส่วนอีกมุมหนึ่งเป็น “มุมสีดำ”  เป็นความมืดทางจิตวิญญาณของอีกฝ่ายหนึ่ง นั่นคือเป็นมุมมืดและมุมสีดำ เป็นการสำแดงออกถึงการเข่นฆ่าและการสังหารหมู่อย่างโหดเหี้ยมที่มิอาจจะเปรียบกับเหตุการณ์ใดๆได้   ดังนั้นจงแสวงหาความขาวในท่ามกลางความดำนั้น แล้วจะประจักษ์ถึงความงามแห่งการพลี และความงดงามของเสียสละ

ส่วนประวัติศาสตร์ที่เป็นมุมมืดและมุมสีดำ คือเป็นการเข่นฆ่าและการสังหารหมู่อย่างโหดเหี้ยมที่มิอาจจะเปรียบกับเหตุการณ์ใดๆได้ และถ้าได้วิเคราะห์ผ่านประวัติศาสตร์นั้น จะพบว่าเกือบ ๒๑ความชั่วร้ายของฝ่ายตรงกันข้ามได้กระทำอย่างโหดเหี้ยม ซึ่งข้าพเจ้าเกือบจะไม่เชื่อว่าจะเป็นไปได้กับความเลวร้ายนั้นว่าจะเกิดขึ้นจริงในโลกใบนี้

จากมิติของการสังหารหมู่และการเข่นฆ่าอย่างโหดเหี้ยมผิดมนุษย์ในเหตุการณ์กัรบาลาอ์ สะท้อนให้เห็นถึงโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่และเป็นความโศกเศร้าและปวดร้าวที่สุด เมื่อเรามองจากมิติดังกล่าว จะพบว่าในเหตุการณ์กัรบาลาอ์ เป็นการฆ่าผู้บริสุทธิ์….. เป็นการสังหารเด็กหนุ่ม….. เป็นการฆ่าเด็กเล็ก….  เป็นการกักขัง….. และการปิดล้อมธารน้ำเพื่อให้เด็กและสตรีหิวกระหายอย่างรุนแรง จะเห็นภาพของสตรีและเด็กไร้เดียงสาถูกเฆี่ยนตี ได้นำเชลยขึ้นหลังอูฐที่ปราศจากอาน  และอื่นๆ ดังนั้นถามว่าใครคือวีรบุรุษ?

แน่นอนถ้าเรามองในมิติของการสูญเสียและสิ่งที่เป็นโศกนาฏกรรมนั้น ฝ่ายของอิมามฮุเซน(อ)ไม่ได้เป็นผู้ชนะ แต่ทว่าพวกเขาคือผู้ถูกกดขี่และถูกฉ้อฉลอย่างรุนแรง   และผู้ชนะและวีรบุรุษในเหตุการณ์นั้นคือยะซีด บินมุอาวียะฮ์  อุบัยดิลลาฮ์ อิบนิซียาด อุมัร อิบนิซะอัด  ชีมร์ บินซิลยูชัน หรืออาจจะเป็นเคาลี หรืออาจจะมองว่ามีบุคคลอื่นอีกที่เป็นวีรบุรุษ เพราะเมื่อเรามองเฉพาะด้านมืดและด้านสีดำของประวัติศาสตร์ จะพบการฆ่าและการถูกฆ่าและความสูญเสีย และสิ่งที่เป็นโศกนาฏกรรม และถ้าจะนำบทกวีมากล่าวถึงเหตุการณ์นั้น ก็จะต้องเป็นบทกวีประเภทของความโศกเศร้าและความปวดร้าว ดั่ง ดีวานของมุตะชัมกล่าวไว้ว่า “ เหล่ากองคาราวานผ่านแผ่นดินกัรบาลา   เสียงตะโกนหาน้ำว่า พวกเราหิวกระหาย พวกเราหิวกระหาย”

แต่ทว่าเหตุการณ์แห่งอาชูรอมีแค่หน้าเดียวกระนั้นหรือ? และมีเพียงความโศกเศร้าอย่างเดียวหรือ? ไม่มีมิติอื่นใดๆแล้วใช่หรือไม่?  นั่นเป็นการเข้าใจผิด เพราะแท้จริงประวัติศาสตร์มีสองด้าน และนอกจากด้านสีดำยังมีด้านอื่น ซึ่งได้แสดงให้เห็นถึงความเป็นวีรบุรุษของผู้ที่เสียสละและผู้สูญเสีย ซึ่งไม่ใช่ยาซีด บิน มุอาวียะฮ์ ไม่ใช่บุคคลเยี่ยงอิบนิซียาด  ไม่ใช่อย่างอิบนิซะอัด และไม่ใช่ชิมร์ หรือคนอื่นๆที่เป็นนักฆ่า แต่ทว่าวีรบุรุษนั้นคือท่านอิมามฮุเซน(อ)  ประวัติศาสตร์ในมิตินี้ไม่ใช่มิติของการสูญเสียหรือมิติของการนองเลือด และเป็นมิติของการเสียสละและการสร้างวีรกรรม เป็นความภาคภูมิและเกียรติยศ เป็นแสงส่องทางนำ เป็นการแสดงออกของความเป็นอารยะบุคคล และเป็นวิถีของคนกล้า เป็นการสำแดงยืนหยัดอยู่บนอุดมการณ์ ซึ่งเป็นผู้นิยมในสัจจะ  เมื่อเรามองมิติดังกล่าวนี้ เราจะกล่าวว่ามนุษย์มีสิทธิที่จะสร้างเกียรติยศและศักดิ์ศรี

ด้านหนึ่งของเหตุการณ์อาชูรอเป็นมิติของการคัดค้านผู้ปกครองที่ดำรงตำแหน่งเป็นกษัตริย์ ดังนั้นจะฉายภาพลักษณ์ของความตกต่ำ แต่อีกด้านหนึ่งได้ฉายภาพของการสร้างเกียรติยศและศักดิ์ศรีพร้อมกับความภาคภูมิแก่ความเป็นมนุษย์ ดังนั้นทำไมเราจึงมองเหตุการณ์แห่งกัรบาลาอ์เพียงด้านเดียว? ทำไมเราจึงมองมองแต่ด้านสีดำ? ทำไมเราจึงกล่าวเฉพาะด้านความโศกเศร้า?ทำไมเราเขียนบทกลอนและบทลำนำเพียงด้านความสูญเสียและการเศร้าสลด?  ทำไมเรามองมิติด้านของความสว่างและมุมสีขาวของเหตุการณ์นั้นเพียงน้อยนิด? ทั้งๆที่ท่านอิมามฮุเซน(อ)มีมิติของการต่อสู้และการสร้างวีรกรรม และถือว่าเป็นรัศมีให้ทางนำ ดังนั้นอิมามฮุเซน(อ)มีมิติหลายมิติและมิติที่ยิ่งใหญ่คือมิติแห่งการสร้างวีรกรรม ถ้าเป็นเช่นนั้นเราจะไม่หลงประเด็นและเอนเอียงออกจากเป้าหมายของการต่อสู้ของอิมามฮุเซน(อ)………

ขอบคุณข้อมูลจาก สาส์นจากฟากฟ้า