รหัสลับแห่งฆอดีรคุม

226

18 ซุลฮิจญะฮ์ คือ วันฆอดีคุม ปีนี้ตรงกับวันเสาร์ ที่ 9 กันยายน
———————

“ฆอดีรคุม” คือสัญลักษณ์และรหัสลับหนึ่งที่จะแสดงถึงการดำรงอยู่อย่างต่อเนื่องของแนวทางแห่งศาสดา (นุบูวะฮ์) และเป็นเหตุการณ์ที่ยืนยันได้อย่างชัดเจนว่า “ท่านศาสดามุฮัมมัด ซ็อลฯ ได้อำลาประชาชาตินี้ไปด้วยกับการแต่งตั้งผู้นำทั้งด้านศาสนาจักรและอนาจักรไว้เรียบร้อยแล้ว”

มาย้อนรอยเหตุการฆอดีรคุมกันอีกสักรอบนะครับ

เรื่องราวโดยสังเขปของ “ฆอดีรคุม”

ในปีฮิจเราะฮ์ศักราชที่ 10 ขณะที่การประกอบพิธีฮัจญ์อำลาได้เสร็จสิ้นลง ท่านศาสดาและบรรดาสาวกที่ชุมนุมกันอยู่อย่างเนืองแน่นเต็มไปหมดในทุกที่ บัดนี้พร้อมแล้วที่จะออกเดินทางกลับคืนสู่มาตุภูมิ ท่านให้สัญญาณและกองคาราวานจึงเริ่มเดินทางออกจากนครมักกะฮ์

มีที่ราบอยู่แห่งหนึ่งเรียกว่า “ ฆอดีรคุมม์ ” ตั้งอยู่ห่างจากนครมักกะฮ์ไปทางทิศเหนือไม่มากนัก และเป็นชุมทางของถนนหลายสาย เมื่อท่านศาสดาได้เดินทางมาถึงบริเวณ “ ฆอดีรคุมม์ ” นี้ ท่านได้รับโองการใหม่สุดโองการหนึ่งจากเบื้องบน ซึ่งมีบัญชามา ในช่วงเที่ยงของวันที่ 18 เดือนซุลฮิจญะฮ์ ซึ่งทันใดนั้นเอง ญิบรออีลได้ลงมายังท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ (ซ็อลฯ) และนำโองการจากพระผู้เป็นเจ้าลงมายังท่านว่า

يَا أَيُّهَا الرَّسُولُ بَلِّغْ مَا أُنْزِلَ إِلَيْكَ مِنْ رَبِّكَ ۖ وَإِنْ لَمْ تَفْعَلْ فَمَا بَلَّغْتَ رِسَالَتَهُ ۚ وَاللَّهُ يَعْصِمُكَ مِنَ النَّاسِ ۗ إِنَّ اللَّهَ لَا يَهْدِي الْقَوْمَ الْكَافِرِينَ

“โอ้ศาสนทูตเอ๋ย! จงประกาศสิ่งที่ถูกประทานลงมายังเจ้าจากพระผู้อภิบาลของเจ้า และถ้าเจ้าไม่ปฏิบัติ ก็เท่ากับเจ้าไม่ได้ประกาศสาส์นของพระองค์เลย และอัลลอฮ์จะทรงปกป้องเจ้าให้พ้นจากมนุษย์ แท้จริงอัลลอฮ์จะไม่ทรงนำทางหมู่ชนผู้ปฏิเสธ”
อัลมาอิดะฮ์ โองการที่ 67

พระบัญชาของพระองค์ผู้ทรงสูงสุดเช่นนี้นับเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยจะเกิดขึ้นนัก ถ้าหากจะมีก็จะไม่ลักษณะของความเด็ดขาดเช่นที่ปรากฏอยู่ในโองการนี้ และมีความสัมพันธ์อย่างแจ้งชัดกับเรื่องบางอย่างที่มีความสำคัญที่ท่านศาสดาต้องประกาศด้วยตนเอง ณ ที่นั้น และ ณ เวลานั้น ฉะนั้นท่านจึงมีคำสั่งให้กองคาราวานของท่านหยุดพักการเดินทาง และมีบัญชาให้กองคาราวานที่เดินล้ำหน้าไป และที่เดินออกไปในทิศทางอื่นกลับมาหาท่าน ท่านได้รอคอยจนกระทั่ง กองคาราวานกองสุดท้ายที่เดินทางออกจากนครมักกะฮ์ได้เดินทางมาถึง

ท่านศาสนทูตมีเรื่องสำคัญที่สุดเรื่องหนึ่ง ที่จะต้องประกาศก่อนที่บรรดาผู้ประกอบพิธีฮัจญ์จะแยกย้ายกันไป และท่านมีความกังวลเป็นที่สุดว่า บรรดามุสลิมจะต้องมีจำนวนที่มากที่สุดเพื่อมารับฟังท่าน
แท่นเทศนา แท่นหนึ่งได้ถูกจัดตั้งขึ้นโดยใช้กูบของอูฐ และท่านศาสดาได้ยืนขึ้นบนกูบนั้นเพื่อว่าผู้คนที่มีจำนวนอันมากมายมหาศาลจะได้เห็นท่านด้วยกับตาของพวกเขาเอง อาลีผู้เป็นลูกพี่ลูกน้องของท่านยืนอยู่ข้างๆท่าน
ท่านศาสดาบัดนี้พร้อมแล้วที่จะทำการประกาศ อันเป็นประวัติศาสตร์ซึ่งสอดคล้องกับอาณัติของพระองค์ที่ทรงสูงส่งที่ได้อ้างถึงข้างต้น ท่านได้กล่าวขอบคุณต่อพระเจ้าที่ได้ทรงประทานความจำเริญให้กับอิสลามให้ความกรุณาปรานี และความเตตาของพระองค์และจากนั้นท่านจึงได้เสนอคำถามดังต่อไปนี้กับมวลมุสลิม

” أَلَسْتُ أَوْلَى بِكُمْ مِنْ أَنْفُسِكُمْ ؟ ” قَالُوا : بَلَى يَا رَسُولَ اللَّهِ

“ ฉันมีสิทธิต่อตัวของพวกเจ้า มากกว่าตัวของพวกเจ้ามีต่อตนเองหรือไม่ ? ”

มวลมุสลิมต่างพากันตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า

“ ศาสนทูตของพระเจ้า ย่อมมีสิทธิต่อตัวของเรามากกว่าตัวของเรามีสิทธิต่อตนเอง ” ท่านกล่าวต่อไปว่า หากถ้าเป็นเช่นนั้น ฉันก็มีข่าวสารที่สำคัญที่จะแจ้งให้แก่พวกท่านทราบ ท่านได้ประกาศสาส์นออกไปดังต่อไปนี้
โอ้มวลมุสลิม ฉันนั้นเป็นผู้ที่ต้องตายเสมือนกับพวกท่านทั้งหลาย และในไม่ช้าฉันก็กำลังจะต้องตอบรับต่อหน้าพระพักตร์ของพระผู้อภิบาลของฉัน

ฉันขอสรรเสริญและขอบคุณพระเจ้าในกรุณาธิคุณของพระองค์ ฉันขอปฏิญาณว่าไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮ์ และพระองค์ทรงเป็นเอกะ เราล้วนแต่ต้องขึ้นตรงต่อพระองค์ พระองค์ไม่ทรงมีคู่ครอง ไม่มีบุตร ไม่มีภาคีใดๆ ฉันเป็นข้าทาสของพระองค์ และพระองค์ทรงเลือกฉันให้เป็นศาสนทูตของพระองค์ เพื่อการนำทางมวลมนุษยชาติ โอ้ท่านทั้งหลาย จงเกรงกลัวพระองค์ ให้อยู่ตลอดเวลาเถิดและจงอย่าฝ่าฝืนพระองค์ จงอย่าทำการสู้รบนอกจากเพื่ออิสลาม และจงจดจำไว้ด้วยว่าความรู้ของพระเจ้าครอบคลุมทั่วทุกสิ่ง

โอ้มวลมุสลิม จงระวังเถิดว่า เมื่อฉันได้จากไปแล้วจะมีผู้คนที่เขาแอบอ้างข้อความต่าง ๆที่เป็นเท็จมาให้กับฉัน และจะมีผู้คนอื่นๆที่จะเชื่อถือในพวกเขา แต่ฉันขอแสวงหาการคุ้มครองจากพระเจ้าว่า ฉันจะพูดแต่สิ่งที่เป็นสัจธรรม และเชิญชวนพวกท่านมาสู่ในสิ่งที่พระองค์ได้ทรงประทานมาให้กับฉัน บรรดาผู้ที่ละเมิดในเรื่องนี้จะต้องได้รับการลงโทษอย่างแน่นอน

ณ จุดนี้ อุบาดะฮ์ อิบนิ ซอมิตผู้เป็นสาวกคนหนึ่งได้ลุกขึ้นมาและถามขึ้นว่า“โอ้ศาสนทูตแห่งพระเจ้า เมื่อเวลานั้นได้มาถึงเราควรจะมองหาใคร เพื่อแสวงหาทางนำ ? ” ท่านศาสนทูตแห่งพระเจ้าได้กล่าวตอบดังต่อไปนี้

“ ท่านควรจะได้ปฏิบัติตามและเชื่อฟังผู้คนที่มาจากครอบครัว ( อะห์ลุลบัยต์ ) ของฉัน พวกเขาเป็นทายาทของความรู้แห่งการเป็นศาสดาและเป็นศาสนทูตของฉัน พวกเขาจะช่วยท่านให้พ้นจากการหลงผิด และพวกเขาจะนำพวกท่านไปสู่ทางรอด พวกเขาจะเชิญชวนท่านมาสู่คัมภีร์และซุนนะฮ์ของฉัน จงปฏิบัติตามพวกเขา เพราะว่าพวกเขาไม่เคยตกอยู่ในความสงสัยเกี่ยวกับสิ่งใดเลย การศรัทธาในพระเจ้าของพวกเขาไม่เคยสั่นคลอน พวกเขาเป็นผู้ที่ได้รับทางนำที่ถูกต้อง นั้นคือ พวกเขาเป็นอิมามและพวกเขาเท่านั้นที่สามารถช่วยพวกท่านจากความเชื่อที่หลงผิด และการกระทำที่นอกรีตต่าง ๆ ”

พระเจ้าทรงมีบัญชาพวกท่านให้รักอะห์ลุลบัยต์ของฉัน การเสียสละให้กับพวกเขาถูกทำให้เป็นภาคบังคีบสำหรับพวกท่าน ( อัลกุรอานซูเราะห์ที่ 42 โองการที่ 23 ) พวกเขาเป็นผู้ที่ถูกทำให้สะอาดบริสุทธิ์ ( อัลกุรอานซูเราะห์ที่ 33 โองการ 33 ) พวกเขาเป็นพวกที่ถูกประทานความมีคุณธรรมความดี และความประเสริฐเลอเลิศมาให้ ซึ่งไม่มีผู้ใดเลยที่จะได้ครอบครอง พวกเขาเป็นผู้ที่พระเจ้าทรงเลือกสรรด้วยกับพระองค์เอง
ณ จุดนี้ ท่านได้จับมือของอาลี บิน อบีฏอลิบ ยกขึ้นสูงและกล่าวว่า :

من كنت مولاه فهذا علي مولاه

“ ขอให้เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่า ผู้ใดก็ตามที่เขามีฉันเป็นเมาลา ( นาย ) ของเขาอาลีก็เป็นเมาลา(นาย)ของเขาด้วย ”
เมื่อได้ประกาศสาสน์นี้แล้ว มุฮัมมัด(ศ็อลฯ)ได้ยกมือของท่านขึ้นสู่ฟากฟ้า และกล่าวว่า :

اَللّهُمَّ والِ مَنْ والاهُ وَ عادِ مَنْ عاداهُ وَاحِبَّ مَنْ أحِبَّهُ وَ أَبْغِضْ مَنْ أَبْغَضَهُ وَانْصُرْ مَنْ نَصَرَهُ وَاخْذُلْ مَنْ خَذَلَهُ وَ أَدِرِ الْحَقَّ مَعَهُ حَيثُ دارَ

“ โอ้ พระเจ้า พระองค์ทรงเป็นมิตรกับเขาผู้ที่เป็นมิตรกับอาลี และขอพระองค์ทรงเป็นศัตรูกับเขาผู้ที่เป็นศัตรูของอาลี โอ้ พระเจ้าโปรดให้การช่วยเหลือเขาผู้ที่ช่วยเหลืออาลี และทรงละทิ้งเขาผู้ซึ่งละทิ้งอาลี โปรดให้สัจธรรมอยู่กับเขาตราบที่เขามียังมีชีวิต และโปรดอย่าแยกเขาออกสัจธรรม”

คำปราศรัยได้จบลง มุฮัมมัด มุสตอฟาศาสนทูตแห่งพระเจ้าได้ประกาศอย่างเป็นรูปแบบและเป็นทางการในการแต่งตั้งอาลี อิบนิ อบีฏอลิบ ให้ดำรงตำแหน่งผู้ทรงอำนาจของบรรดามุสลิมทั้งมวล และได้แต่งตั้งเขาให้เป็นหัวหน้าของรัฐและรัฐบาลแห่งอิสลาม
ทันทีที่การประกาศนี้ได้เสร็จสิ้นลงโองการอีกโองการหนึ่งซึ่งเป็นโองการสุดท้ายของอัลกุรอาน อัลมะญีดได้ถูกประทานลงมาให้กับมุฮัมมัด ซึ่งมีความหมายดังต่อไปนี้

الْيَوْمَ أَكْمَلْتُ لَكُمْ دِينَكُمْ وَأَتْمَمْتُ عَلَيْكُمْ نِعْمَتِي وَرَضِيتُ لَكُمُ الإِسْلاَمَ دِينًا

“ วันนี้ข้าได้ทำให้ศาสนาของพวกเจ้าสมบูรณ์เพื่อพวกเจ้าแล้ว และได้ทำให้ความโปรดปรานของข้าสมบูรณ์เหนือพวกเจ้า และได้เลือกอิสลามให้เป็นศาสนาของพวกเจ้า ” อัลมาอิดะฮ์ โองการที่ 4

โองการสุดท้ายของวะฮ์ยู ที่ถูกส่งลงมายังโลกนี้ได้ถูกประทานลงมาในวันที่ 18 ของเดือนซุลฮิจญะฮ์ ปีที่ 10 ของปฏิทินแห่งอิสลาม

ภายหลังจากที่ได้จัดการประกาศนี้แล้ว ศาสนทูตแห่งพระเจ้าได้สวมผ้าโพกศีรษะให้อาลี อิบนิ อบีฏอลิบ ซึ่งทำให้พิธีแต่งตั้งอาลี อิบน อบีฏอลิบ เกิดความครบถ้วนสมบูรณ์
บรรดาสาวกทั้งมวลต่างเข้ามาแสดงความยินดีกับอาลี เนื่องในโอกาสอันมหาจำเริญนี้ ในมวลหมู่ผู้ที่ได้เข้ามาแสดงความยินดีกับเขาก็คือ ท่านอบูบักร และอุมัร อิบน อัลค็อตต็อบ ซึ่งพวกเขาได้กล่าวประโยคนี้แก่อิมามอาลี(อ)ว่า

بخٍّ بَخِّ لك يابن أبي طالب اصبحت و امسيت مولاي و مولا كلِّ مؤمن و مؤمنةٍ

“ขอแสดงความยินดี และยอดเยี่ยมที่สุด โอ้อาลี บุตรแห่งอบูฏอลิบ เราจะตื่นเช้าขึ้นมาและหลับไปโดยมีท่านเป็นนายของหมู่ผู้ศรัทธาทั้งชายและหญิง”

เวลานั้นท่านอิบนุอับบาซกกล่าวว่า ขอสาบานต่ออัลลอฮ์ว่าคำมั่นสัญญานี้จะยืนหยัดตลอดไป ต่อมา ฮิซาน บิน ซาบิตนักกวีที่มีชื่อเสียงในยุคนั้น ได้ขออนุญาตท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) อ่่านบทกวีเกี่ยวกับเหตุการณ์ดังกล่าวว่า

يناديهم يوم الغديرنبيهم بخمّ واسمع بالرسول مناديا

فقال فمن مولاكم و نبيكم فقالو و لم يبدوا هناك التعاميا

الهك مولانا و انت نبينا و لم تلق منا فى الولاية عاصيا

فقال له قم يا على فاننى رضيتك من بعدى اماما و هاديا

فمن كنت مولاه فهذا وليه فكونوا له اتباع صدق مواليا

هناك دعا اللهم و ال وليه و كن للذى عادا عليا معاديا

“ท่านศาสดาได้เรียกพวกเขาให้มารวมกันในวันเฆาะดีร ณ คุม เพื่อฟังสิ่งที่รอซูลได้เรียกมา
ท่านกล่าวว่า ใครเป็นนายและเป็นนบีของพวกท่าน พวกเขาตอบอย่างตรงไปตรงมาโดยไม่อ้อมค้อมทันทีว่า พระผู้เป็นเจ้าของท่านคือนายของพวกเรา
และท่านคือนบีของพวกเรา การที่เรายอมรับวิลายะฮฺของท่านจะไม่ทำให้เราระหกระเหิน ท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) กล่าวกับอาลีว่า ลุกขึ้นเถิดฉันได้เลือกให้เจ้าเป็นอิมามและผู้ชี้นำภายหลังจากฉันแล้ว
หลังจากนั้นกล่าวว่า ใครก็ตามที่ฉันเป็นผู้ปกครองเขา อาลีก็เป็นผู้ปกครองเขาด้วย ดังนั้น พวกท่านจงปฏิบัติตามเขาด้วยความจริงใจ
เวลานั้น ท่านกล่าวว่า โอ้อัลลอฮ์ โปรดเป็นมิตรกับผู้ที่เป็นมิตรกับเขา โปรดเป็นศัตรูกับผู้ที่เป็นศัตรูกับอาลี
ฮัซซาน บิน ซาบิตได้กล่าวกลอนอีกยาวแต่จะขอกล่าวอีก 2 บทเท่านั้น

فقال لَهُ قم يا علىُّ فانّنى رضيتك من بعدى إماماً و هادياً
فمن كنت مولاه فهذا وليّه فكونوا له اتباع صدق موالياً

ท่านได้กล่าวกับอาลีว่า ลุกขึ้นเถิดโอ้อาลี ฉันได้เลือกเจ้าให้เป็นอิมามและผู้ชี้นำทางประชาชาชาติหลังจากฉัน

فقال لَهُ قم يا علىُّ فانّنى رضيتك من بعدى إماماً و هادياً
فمن كنت مولاه فهذا وليّه فكونوا له اتباع صدق موالياً

ท่านได้กล่าวกับอาลีว่า ลุกขึ้นเถิดโอ้อาลี ฉันได้เลือกเจ้าให็เป็นอิมามและผู้ชี้นำทางประชาชาติหลังจากฉัน
ใครก็ตามที่ฉันเป็นผู้ปกครองเขา อาลีก็เป็นผู้ปกครองเขาด้วย ดังนั้นถ้าพวกเจ้ารักเขาจริงเจ้าคือผู้ปฏิบัติตามเขา

ฮะดีษเฆาะดีรเป็นหนึ่งในหลักฐานสำคัญและยิ่งใหญ่ ที่ยืนยันถึงความประเสริฐของท่านอิมามอาลี (อ) ที่มีเหนือบรรดาเซาะฮาบะฮฺทั้งหลายทั้งในด้านความรู้ ความศรัทธา โดยเฉพาะอย่างยิ่งสภาวะการเป็นผู้นำ(อิมาม)ที่สืบต่อจากท่านศาสดา(ซ็อลฯ)