ใครคือชีอะฮฺ ?

ฉันขอสาบานต่อผู้ที่ชีวิตของฉันอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์ แท้จริงชายผู้นี้ (อะลี) และชีอะฮฺของเขาคือผู้ได้รับชัยชนะในวันกิยามะฮฺ

1,136

เมื่อกล่าวถึงชีอะฮฺ หลายคนมองว่าเป็นพวกหลงทาง ปฏิเสธเซาะฮาบะฮฺ ไม่ยอมรับ ๓ เคาะลิฟะฮฺ เป็นแนวทางที่เกิดขึ้นโดยอับดุลลอฮฺ บิน ซะบะฮฺยิวที่เข้ารับอิสลามภายหลังจากท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ได้จากไปแล้ว และอีกหลายสิ่งหลายอย่างที่ได้ประณามชีอะฮฺ รุนแรงที่สุดคือชีอะฮฺไม่ใช่มุสลิม ทั้งทีส่วนมากไม่เคยศึกษารายละเอียดถึงที่มาและประวัติศาสตร์ของชีอะฮฺว่า คนกลุ่มนี้เป็นใครเกิดขึ้นได้อย่างไร เกิดตั้งแต่สมัยใด มีแนวคิดอย่างไร หลักความเชื่อและการปฏิบัติเป็นอย่างไร

 

ชีอะฮฺ นั้นหมายถึงกลุ่มชนหนึ่งที่มีความเชื่อว่าตำแหน่งอิมามภายหลังจากท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) เป็นหน้าที่ของท่านอิมามอะลี (อ.) และลูกหลานอีก ๑๑ ท่าน ซึ่งทั้งหมดสืบเชื้อสายมาจากท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ซึ่งได้รับการแต่งตั้งจากอัลลอฮฺ (ซ.) หรืออีกนัยหนึ่งหมายถึงกลุ่มชนที่ปฏิบัติตามท่านอิมามอะลี (อ.) หรือกลุ่มชนที่ถูกเรียกว่าพรรคพวกของอะลี คำว่าชีอะฮฺได้ถูกเอ่ยเป็นครั้งแรกโดยท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ซึ่งนักฮะดีซ และนักตัฟซีรที่มีชื่อเสียงของอะฮฺลิซซุนนะฮฺท่านหนึ่งคือ ซุยูฏีย์ ได้บันทึกไว้ในหนังสือ ตัฟซีรอัดดุรุลมันซูรตอนอธิบายโองการ

 

{أولئك هُم خير البرية}

 

แท้จริง บรรดาผู้ศรัทธาและประกอบความดีทั้งหลาย ชนเหล่านั้น พวกเขาเป็นมนุษย์ที่ดียิ่ง (๑)

 

อิบนุอะซากิร รายงานมาจากท่านญาบิร บิน อับดุลลอฮฺ อันซอรียฺว่า ญาบิรกล่าวว่าพวกเราอยู่กับท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) และได้ยินท่านกล่าวว่า

 

والذي نفسي بيده إنّ هذا و شيعته هم الفائزون يوم القيامة

 

ฉันขอสาบานต่อผู้ที่ชีวิตของฉันอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์ แท้จริงชายผู้นี้ (อะลี) และชีอะฮฺของเขาคือผู้ได้รับชัยชนะในวันกิยามะฮฺ (๒)

 

นับตั้งแต่วันที่ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ได้กล่าวประโยคนี้ออกมาทำให้ท่านซัลมาน อัมมาร มิกดาร และเซาะฮาบะฮฺคนอื่นของท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) รวมไปถึงบรรดานักต่อสู้เฉกเช่น ฮิจรฺ บิน อะดียฺ เซาะอฺเซาะอฺติบนิ ซูฮาน มาลิก อัชตัร อะดียฺ บิน ฮาตัม และคนอื่นได้ถูกเรียกว่าเป็นชีอะฮฺของอะลี (๓)

 

ท่านอิบนิ อะดียฺ รายงานมาจากท่านอิบนิอับบาซว่า เมื่อโองการข้างต้นได้ถูกประทานลงมา ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ได้กล่าวกับท่านอะลีว่า โอ้อะลีเจ้าและชีอะฮฺของเจ้า จะเป็นผู้ได้รับความพึงพอพระทัย ในวันกิยามะฮฺ (๔)

 

ท่านอิบนิ ฮะญัร รายงานมาจากท่านหญิงอุมมุ ซะละมะฮฺว่า คืนหนึ่งท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) อยู่ที่บ้านของฉัน ทันใดนั้นท่านหญิงฟาฏิมะฮฺได้เดินเข้ามาพร้อมกับท่านอะลี ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) จึงกล่าวว่า โอ้อะลี เจ้าและชีอะฮฺของเจ้าจะได้พำนักอยู่ในสรวงสวรรค์ (๕)

 

อิบนิ อะซีร ได้บันทึกไว้ในหนังสือ อัลนิฮายะฮฺของท่านว่า ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) กล่าวว่า โอ้อะลี เจ้าและชีอะฮฺของเจ้าจะกลับไปยังอัลลอฮฺ (ซบ.) ในสภาพที่พระองค์พึงพอพระทัย ส่วนศัตรูของเจ้าจะกลับไปสู่พระองค์ในสภาพที่พระองค์ทรงโกรธกริ้ว (๖)

 

จากฮะดีซข้างต้นแสดงให้เห็นว่า ชีอะฮฺ ได้ถูกกล่าวขานตั้งแต่สมัยของท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ซึ่งท่านเป็นผู้กล่าวเป็นคนแรก

 

ชีอะฮฺที่ท่านกล่าวถึงคือชีอะฮฺของอะลี (อ.) หรือผู้ที่ปฏิบัติตามแนวทางของอะลีภายหลังจากท่าน ฉะนั้น  คำใส่ร้ายที่กล่าวหาว่าชีอะฮฺเกิดจากอับดุลลอฮฺ บิน ซะบะฮฺ จึงเป็นสิ่งไม่ถูกต้องเพราะ คำว่าชีอะฮฺเป็นที่รู้จักกันดีก่อนที่จะมีผู้อุปโลกน์อับดุลลอฮฺ บิน ซะบะฮฺขึ้นมา หรืออย่างน้อยสุดชีอะฮฺเกิดตั้งแต่สมัยของท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) จึงไม่มีความเกี่ยวข้องกับอับดุลลอฮฺ บิน ซะบะฮฺ แต่อย่างใด

 

ดังกล่าวไปแล้วว่าชีอะฮฺคือผู้ปฏิบัติตามแนวทางาของอะฮฺลุลบัยตฺ (อ.) ตั้งแต่ท่านอิมามอะลี (อ.) จนถึงท่านอิมามมะฮฺดียฺ (อ.) ดังน้นไม่ว่าอับดุลลอฮฺ บิน ซะบะฮฺจะมีตัวตนหรือไม่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับชีอะฮฺอะลีแม้แต่นิดเดียว เพราะผู้ที่เป็นอิมามของชีอะฮฺคือบรรดาอะฮฺลุลบัยตฺผู้บริสุทธิ์ ไม่ใช่อับดุลลอฮฺ บิน ซะบะฮฺ

 

บรรดาชีอะฮฺถือว่าพวกเขาคือผู้ปฏิบัติตามอัล-กุรอาน ซุนนะฮฺของท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) และลูกหลาน (อะฮฺลุลบัยตฺ) ของท่านอย่างเคร่งครัด และผู้ใดก็ตามปฏิบัติอื่นนอกไปจากนี้ถือว่าเป็นบิดอะฮฺ

 

ชีอะฮฺตามโองการที่กล่าวว่า

 

مَّا أَفَاءَ اللَّهُ عَلَى رَسُولِهِ مِنْ أَهْلِ الْقُرَى فَلِلَّهِ وَلِلرَّسُولِ وَلِذِي الْقُرْبَى وَالْيَتَامَى وَالْمَسَاكِينِ وَابْنِ السَّبِيلِ كَيْ لَا يَكُونَ دُولَةً بَيْنَ الْأَغْنِيَاء مِنكُمْ وَمَا آتَاكُمُ الرَّسُولُ فَخُذُوهُ وَمَا نَهَاكُمْ عَنْهُ فَانتَهُوا

 

สิ่งใดที่อัลลอฮฺทรงให้แก่เราะซูลของพระองค์จากสิ่งยึดมาได้จากชาวเมือง เป็นสิทธิของอัลลอฮฺและเราะซูล และเครือญาติ และเด็กกำพร้า และผู้อนาถา และผู้เดินทาง เพื่อทรัพย์สินจะได้ไม่หมุนเวียนอยู่ในผู้มั่งมีของพวกเจ้าเท่านั้น และสิ่งใดที่ท่านได้ให้พวกเจ้า ดังนั้นพวกเจ้าจงรับไว้ แต่สิ่งใดที่ได้ห้าม พวกเจ้าก็จงละเว้นเสีย  (๗)

 

บนพื้นฐานฮะดีซมุตะวาติร วะเกาะลัยนฺที่กล่าวว่า

 

إنّي تاركٌ فيكم الثقلين كتاب الله وعترتي

 

แท้จริงฉันได้ละทิ้งสิ่งหนักสองสิ่งไว้ในหมู่พวกเจ้า ได้แก่คัมภีร์แห่งอัลลออฺ และลูกหลานของฉัน (๘)

 

โดยหลักการบรรดาชีอะฮฺถือว่าที่ย้อนกลับของศาสนา ความเชื่อ ความประพฤติ และการเมืองคือท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) และซุนนะฮฺของอะฮฺลุลบัยตฺ (อ.) และจะไม่ยอมรับซุนนะฮฺของท่านศาสดาที่รายงานมาจากบุคคลอื่นที่ไม่ใช่อะฮฺลุลบัยตฺ ฉะนั้นจึงเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ยืนยันให้เห็นว่าชีอะฮฺไม่ได้เกี่ยวข้องกับอับดุลลอฮฺ บิน ซะบะฮฺ เพราะหลังจากท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ชีอะฮฺจะไม่ยอมรับริวายะฮฺของคนอื่นนอกจากอะฮฺลุลบัยตฺ ดังริวายะฮฺที่กล่าวว่า

 

الشيعة الذين إذا اختلف الناس عن رسول الله أخذوا بقول علی وإذا اختلف الناس عن علی أخذوا بقول جعفربن محمد

 

ชีอะฮฺได้แก่บุคคลที่เมื่อประชาชนมีความขัดแย้งกันในคำพูดของท่านศาสดา พวกเขาจะยึดคำพูดของท่านอะลี และเมื่อประชาชนขัดแย้งกันในคำพูดของท่านอะลี พวกเขาก็จะยึดคำพูดของ ญะอฺฟัร บิน มุฮัมมัด

 

[๑]อัล บัยยินะฮฺ / ๗

[๒] อัดดุรุลมันซูร เล่มที่ ๖ หน้า ๕๘๙

[๓] เราฎอตุลญันนาน พิมพ์เก่า หน้าที่ ๘๘

[๔] อัดดุรุลมันซูร เล่มที่ ๖ หน้า ๕๘๙

[๕]เล่มเดิม

[๖]เล่มเดิม

[๗]อัล ฮัชรฺ / ๗

[๘] เซาะฮียฺติรมีซียฺ เล่มที่ ๒ หน้า ๒๐๘