อะห์ลุลบัยตกับการตัฟซีร์อัลกุรอาน (สถานะบรรดาสาวกของท่านศาสดา)

บรรดานักปราชญ์ฝ่ายอะฮฺลิซซุนนะฮฺต่างเชื่อว่า สาวกของท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ทุกคน เป็นผู้บริสุทธิ์ เป็นคนดีคู่ควรต่อการเป็นชาวสวรรค์

370

บรรดาสาวกของท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) คือบ่าวผู้เป็นกัลญาณชนทุกคนหรือ ?

บรรดานักปราชญ์ฝ่ายอะฮฺลิซซุนนะฮฺต่างเชื่อว่า สาวกของท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ทุกคน เป็นผู้บริสุทธิ์ เป็นคนดีคู่ควรต่อการเป็นชาวสวรรค์

นักตัฟซีรฝ่ายอะฮฺลิซซุนนะฮฺส่วนใหญ่ จะอ้างอิงถึงฮะดีซบทนี้ในการอธิบายโองการดังกล่าวข้างต้น ฮะดีซกล่าวว่า ฮะมีด บุตรของซิยาด กล่าวว่า  ฉันได้ไปหาท่านมุฮัมมัด บิน กะอ์บฺ กุรซีย์ และกล่าวกับเขาว่า ท่านมีความคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับเซาะฮาบะฮฺของท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) เขากล่าวว่า …

جَمِيْعُ أَصْحابِ رَسُولِ اللّهِ (صلى الله عليه وآله) فِى الْجَنَّةِ مُحْسِنُهُمْ وَ مُسِيْئُهُم

“เซาะฮาบะฮฺของท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ทุกท่านล้วนเป็นชาวสวรรค์ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นคนดีหรือไม่ก็ตาม”

ฉัน พูดว่า ท่านไปเอาคำพูดนี้มาจากที่ไหน

เขากล่าวว่า ท่านไม่ได้อ่านโองการนี้ดอกหรือ “บรรดาบรรพชนรุ่นแรกในหมู่ผู้อพยพ (ชาวมุฮาญิรีนจากมักกะฮฺ) และในหมู่ผู้ให้ความช่วยเหลือ (ชาวอันซอรจากมะดีนะฮฺ)” จนกระทั่งถึงประโยคที่ว่า “อัลลอฮฺทรงพึงพอพระทัยพวกเขา และพวกเขาก็พอใจพระองค์ด้วย”

หลังจากนั้นกล่าวว่า ส่วนตาบิอีนนั้นได้มีเงื่อนไขกำกับไว้ว่า พวกเขาจำเป็นต้องปฏิบัติตามการงานที่ดีของเหล่าเซาะฮาบะฮฺ (ในกรณีนี้เท่านั้นจึงจะได้เป็นผู้ได้รับความช่วยเหลือ แต่สำหรับเซาะฮาบะฮฺไม่ได้มีเงื่อนไขอันใดกำกับไว้[9]

แต่คำกล่าวอ้างดังกล่าวไม่เป็นที่ยอมรับด้วยเหตุผลต่างๆ มากมาย เช่น

1..ประการแรก โองการข้างต้นได้กล่าวถึงเงื่อนไขว่า (อิฮฺซาน) การทำความดี ซึ่งกล่าวถึงบรรดาตาบิอีน หมายถึงบรรดาตาบิอีน ได้ยึดถือปฏิบัติตามการกระทำอันดีงามของชนผู้อพยพรุ่นแรก (มุฮาญิรีน) และผู้ให้ความช่วยเหลือ (อันซอร) ด้วยเหตุนี้  เงื่อนไขดังกล่าวนี้ ต้องเป็นเงือนไขสำหรับชาวมุฮาญิรีนและอันซอรก่อนเป็นสำคัญ

ส่วนฮะดีซที่รายงานโดย มุฮัมมัด บิน กะอฺบ์ ได้ตอบข้อสงสัยของประเด็นดังกล่าวแล้วว่า อัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงวางเงื่อนไข อิฮฺซาน ไว้สำหรับตาบิอีน หมายถึงจงปฏิบัติตามความดีงามและสิ่งถูกต้องจากบรรดาเซาะฮบะฮฺ ไม่ใช่ปฏิบัติตามบาปกรรมหรือสิ่งไม่ได้จากพวกเขา นับว่าเหป็นคำพูดที่ประหลาดอย่างยิ่ง

เนื่องจากความเข้าใจที่ได้จากรายงานคือ การเพิ่ม (อิฎอฟี) สิ่งที่เป็นปลีกย่อยไปบนสิ่งที่เป็นหลัก เพราะเงื่อนไขที่จะช่วยบรรดาตาบิอีนให้รอดพ้นคือ การเชื่อฟังปฏิบัติตามเหล่าบรรดาสาวก โดยเฉพาะในเรื่องความดีงามของพวกเขา ซึ่งแน่นอนว่า เงื่อนไขนี้จำเป็นต้องมีอยู่ในหมู่สาวกเสียก่อน

อีกนัยหนึ่งกล่าวได้ว่า อัลลอฮฺ (ซบ.) ตรัสว่า ความพึงพอพระทัยของพระองค์ครอบคลุมเหนือบรรดาผู้อพยพในรุ่นแรก และผู้ให้ความช่วยเหลือทุกคน ซึ่งพวกเขามีโปรแกมที่ถูกต้อง บรรดาตาบิอีนจึงต้องปฏิบัติตามพวกเขา ไม่ได้หมายถึงว่าบรรดาผู้อพยพและผู้ให้ความช่วยเหลือในรุ่นแรก ไม่ว่าจะดีหรือไม่ก็ตามล้วนได้รับความพึงพอพระทัยจากพระองค์ทั้งสิ้น แต่ส่วนตาบิอีนนั้นต้องมีเงื่อนไขอันเฉพาะดังกล่าวไปแล้ว

2.ประการที่สอง อัลกุรอานกล่าวถึงบรรดาพวกกลับกลอก (มุนาฟิกีน) หลายต่อหลายครั้ง ซึ่งดูภายนอกพวกเขาคือมุสลิมที่ให้ความช่วยเหลือท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) เป็นอย่างดี แต่ภายในของพวกเขามีแต่ความกลับกลอก อัลกุรอานบทนี้เองที่กล่าวถึงกลุ่มชนที่เป็นพวกกลับกลอกไว้อย่างมากมาย ซึ่งโองการหลังจากนี้ก็ยังกล่าวถึงอีก ฉะนั้น เป็นไปไม่ได้ที่เหล่าบรรดาสาวกทั้งหมดของท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) จะเป็นผู้บริสุทธิ์ปราศจากบาปและเป็นชาวสวรรค์ทุกคน ประกอบกับเหตุผลดังกล่าวไม่เข้ากันกับสติปัญญาแม้แต่น้อย เนื่องจากสติปัญญาจะไม่ให้ความพิเศษแก่เหล่าสาวกของท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ว่ามีความพิเศษเหนือคนอื่น เพราะมีความแตกต่างอย่างไรระหว่าง อบูญะฮัล กับบุคคลที่ตอนแรกมีศรัทธามั่นคง หลังจากนั้นได้หันเหออกจากศาสนาของศาสดา

และเป็นเพราะสาเหตุใดที่บุคคลหนึ่งหลังจากท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ได้อำลาจากโลกไปนานหลายปีแล้ว เขาได้เกิดมาบนโลกนี้ พร้อมกับเสียสละอย่างมากมาย ประกอบกับได้ต่อสู้ในหนทางของพระเจ้าและอิสลาม ซึ่งผลงานของเขาไม่ได้น้อยหน้าไปกว่าสาวกรุ่นแรกของท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) แม้แต่น้อยนิด ทว่าพวกเขามีความพิเศษกว่าเสียด้วยซ้ำไป เนื่องจากพวกเขาไม่เคยเห็นท่านศาสดา แต่กลับมีศรัทธามั่นกับท่าน แต่พวกเขากับไม่มีส่วนร่วมในความเมตตา และความพึงพอพระทัยของอัลลอฮฺ

อัลกุรอาน กล่าวว่า บุคคลที่มีเกียรติที่สุดในหมู่พวกท่าน ณ อัลลอฮฺ คือ บุคคลที่สำรวมตนมากที่สุด” เมื่อเป็นเช่นนั้นจะให้ยอมรับการแบ่งชนชั้นชนิดไม่มีเหตุผลได้อย่างไร

ขณะที่อัลกุรอาน โองการต่างๆ ได้สาปแช่งกลุ่มชนที่กดขี่ ประพฤติชั่วร้าย และก่อความเสียหายบนหน้าแผ่นดิน ซึ่งบุคคลเหล่านั้นย่อมได้รับการลงโทษจากพระเจ้าอย่างแน่นอน ฉะนั้น เราจะยอมรับความบริสุทธิ์ของเหล่าสาวกบางคนชนิดไม่มีเหตุผล ต่อหน้าการลงโทษของพระเจ้าได้อย่างไร

หรือจะยอมรับชนิดเสียไม่ได้ว่าการสาปแช่งเหล่านี้ และการขู่บังคับต่างๆ ในอัลกุรอาน ได้รับการยกเว้นในบางกรณีสำหรับกลุ่มชนอันเฉพาะเจาะจงพิเศษ และทำไม่ต้องเป็นเช่นนั้น เพื่ออะไรหรือ

  1. ประการที่สาม สิ่งที่บรรดานักประวัติศาสตร์ได้พิสูจน์แล้วว่า สาวกบางคนของท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) หลังจากท่านศาสดาได้อำลาจากโลกไปพวกเขาได้ตกศาสนา หรือหันเหออกไปจากสัจธรรมความจริง และบางคนในหมู่พวกเขาได้ก่อสงครามสู้รบกับท่านอะลี (อ.) เคาะลิฟะฮฺคนที่สี่แห่งโลกอิสลาม

เช่น รื่องราวของ ซะอ์ละบะฮฺ บิน ฮาฏิบ อันซอรีย์ เรามิได้อ่านประวัติศาสตร์ดอกหรือว่า เขาหลงทางไปอย่างไร จนได้รับความโกรธกริ้วอย่างรุนแรงจากท่านศาสดา (ซ็อล ฯ)

หรืออาจกล่าวให้ชัดเจนไปกว่านั้นก็คือ จุดประสงค์ของบางกลุ่มก็คือ บรรดาสาวกของท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) โดยทั่วไปแล้วไม่กระทำความผิดใดๆ ทั้งสิ้น เป็นผู้บริสุทธิ์ปราศจากความผิดทั้งปวง และสิ่งนี้ก็คือการปฏิเสธความจริงที่ประจักษ์แจ้ง

หรือถ้าจุดประสงค์คือ บุคคลที่ได้กระทำความผิดและประพฤติในสิ่งที่ขัดแย้งต่อหลักคำสอน แต่อัลลอฮฺ (ซบ.) ก็ยังทรงพึงพอพระทัยในพวกเขา ความหมายก็คือ พระเจ้าทรงพึงพอพระทัยให้บ่าวกระทำความผิดนั่นเอง

ด้วยเหตุนี้ แม้ว่าท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) จะมีสาวกผู้ยิ่งใหญ่เฉกเช่น ท่านอะลี (อ.) ท่านอบูบักร์ ท่านอุมัร ท่านอบูซัร ซัลมาล อัมมาร และฯลฯ ท่านก็ยังมีสาวกที่เป็นพวกสับปลับและกลับกลอก และหลงทางออกไปเช่นกัน ซึ่งแต่ละกลุ่มของพวกเขาก็จะถูกตัดสินไปตามการกระทำและความเชื่อของพวกเขา