อิมามโคมัยนีกับเอกภาพประชาชาติอิสลาม(ตอนที่ 1)

ท่านอิมามโคมัยนี (รฎ.) คือผู้ฟื้นฟูอิสลามปัจจุบันให้กลับมามีชีวิตใหม่อีกครั้ง ตลอดหน้าประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาท่านอิมามโคมัยนีคือ วีรบุรุษแห่งโลกอิสลามที่ยากจะผู้ใดเปรียบเปรยได้

344

     หนึ่งในภารกิจอันเป็นที่ยอมรับของบรรดานักคิดและนักวิชาการทั้งหมดบนโลกนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดาศาสดาทั้งหลายคือ ความเป็นเอกภาพ และบางที่อาจกล่าวได้ว่าพื้นฐานหลักอันเป็นรากหรือแก่นในคำสอนอิสลามคือ การเชิญชวนไปสู่ความเป็นเอกภาพ ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันระหว่างเพื่อนมนุษย์ทั้งหลายบนโลกนี้

ดังจะเห็นว่าแก่นของเตาฮีดหรือการเคารพภักดีพระเจ้าองค์เดียวคือ รากที่มาของศาสนาของเรา อันที่เป็นยอมรับและเห็นพร้องต้องกันของทุกนิกายในศาสนาอิสลาม อีกนัยหนึ่งกล่าวคือ หนึ่งในหลักการสำคัญของอิสลามคือ การกล่าวปฏิญาณยอมรับความเป็นหนึ่งเดียวของพระเจ้า และการกล่าวปฏิญาณยืนยันสภาวะการเป็นศาสดาของท่านนบีมุฮัมมัด (ซ็อล ฯ) ซึ่งทั้ง 2 คำปฏิญาณยืนยันนี้ ถือว่าเป็นองค์ประกอบหลักและเป็นกุญแจดอกสำคัญในการเป็นมุสลิม ของบรรดาผู้ทียอมรับนับถือศาสนาอิสลาม การพิจารณาไปที่คำสอนของอิสลาม และคำสั่งทางนิติศาสตร์อิสลาม (ฟิกฮฺ) บ่งบอกให้เราเห็นว่า คำสั่งสอนทั้งหมดของศาสนานั้นต้องการสร้างสรรค์สังคมให้มีความเป็นเอกภาพ และสร้างหัวใจทุกดวงให้เป็นหนึ่งเดียวกัน อิสลามมีคัมภีร์ฉบับเดียวกัน มีภาษาเดียวกัน มีคำขวัญอันเดียวกัน และอื่นๆ อีกมากมายที่เป็นหนึ่งเดียวกัน ซึ่งทั้งหมดแสดงให้เห็นถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันทั้งความคิด การกระทำ และคำพูด นอกจากนั้นแล้วจะเห็นว่านมาซ การถือศีลอด การประกอบพิธีฮัจญฺ อีดและวันตรุษต่างๆ ในศาสนา นมาซญุมุอะฮฺ นมาซญะมาอะฮฺ ดุอาอฺ ซิยาเราะฮฺ พิธีกรรมรำลึกถึงอิมามฮุซัยนฺ (อ.) ทั้งหมดเหล่านี้ได้ถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อ สร้างความเป็นเอกภาในหมู่มุสลิมทั้งหลาย แม้ว่าปัจจุบันนี้จะเห็นว่าพิธีกรรมเหล่านี้อาจเป็นเหตุสร้างความแตกแยก มากกว่าความเป็นเอกภาพ แต่สิ่งเหล่านี้ก็ไม่ได้สร้างความเสียหาย ให้เกิดแก่แก่นแท้ของศาสนาแต่อย่างใด เนื่องจากคำสอนอิสลามกับการปฏิบัติตัวของเรานั้นยังห่างไกลกันอีกมาก อิสลามคือสิ่งหนึ่ง ส่วนมุสลิมก็คืออีกสิ่งหนึ่ง

 

ท่านอิมามโคมัยนี (รฎ.) คือผู้ฟื้นฟูอิสลามปัจจุบันให้กลับมามีชีวิตใหม่อีกครั้ง ตลอดหน้าประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาท่านอิมามโคมัยนีคือ วีรบุรุษแห่งโลกอิสลามที่ยากจะผู้ใดเปรียบเปรยได้ ท่านมิได้คำนึงถึงสิ่งใดนอกจากสร้างและเชิดชูคำสอนอันเป็นแก่นแท้ของอิสลามให้ยิ่งใหญ่ นั่นคือความเป็นเอกภาพภายในสังคมอิสลาม ท่านได้เน้นถึงประเด็นนี้แต่ไม่ได้ถือว่านี่คือยุทธศาสตร์สำคัญยิ่งสำหรับโลกอิสลาม และเป็นเทคนิคในการเอาชนะศัตรูอิสลามเพื่อจัดตั้งรัฐอิสลามเท่านั้น ทว่าสิ่งนี้คือแหล่งแห่งความเข้าใจของท่านในการได้มาซึ่งเกียรติยศ และอำนาจสำหรับมุสลิมทั้งหลาย สิ่งนี้คือตัวตนที่แท้จริงของสังคม และการเมืองในระบอบอิสลาม เป็นอิบาดะฮฺและเป็นการรู้จักพระเจ้าที่แท้จริง ซึ่งท่านได้เน้นว่าเหล่านี้คือคำสอนของอิสลามอันเป็นแก่นแท้ ที่ได้รับมากจากอัล-กุรอานและซุนนะฮฺของท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ที่สำคัญท่านเชื่อว่าแนวทางนี้ไม่ได้มีความขัดแย้งกับความเชื่อและพิธีกรรมต่างๆ ตามแนวทางของชีอะฮฺแม้แต่น้อย ท่านอิมามโคมัยนี (รฎ.) แม้ว่าสายเลือดของท่านคือชีอะฮฺและเป็นนักอนุรักษ์นิยมที่สุดคนหนึ่ง ท่านไม่พร้อมแม้เศษเสี้ยวเพียงเล็กน้อยที่จะเพิกเฉยหรือปล่อยวางหลักการอิสลามนิกายชีอะฮฺ 12 อิมาม แต่ท่านก็ไม่เคยลืมเลือนจุดร่วมของความเป็นมุสลิม

องค์ประกอบหลักในการรักษาความเป็นเอกภาพในหมู่มุสลิมสามารถแบ่งออกเป็น 5 ประการ ได้ดังนี้

1) เป้าหมายเพื่อการค้นหารากที่มาของความชั่วร้าย

2) สร้างสรรค์แนวร่วมให้เป็นหนึ่งเดียวกัน

3) แสวงหาจุดร่วมให้มากที่สุด

4) หลีกเลี่ยงปัญหาความขัดแย้งโดยสิ้นเชิง

5) ดำเนินกิจกรรมที่แสดงให้เห็นถึงความเป็นเอกภาพอย่างต่อเนื่อง

 

1 เป้าหมายเพื่อการค้นหารากที่มาของความชั่วร้าย

ท่านอิมามโคมัยนี้ (รฎ.) นับตั้งแต่วันแรกที่ท่านได้ย่างก้าวเข้ามาเพื่อปรับปรุงและฟื้นฟูสังคม ท่านได้อาศัยประสบการณ์ของบรรพชนในอดีต และประสบการณ์ของสังคมที่ผ่านมาว่า อะไรคือปัจจัยสำคัญที่ทำให้ขบวนการอิสลามต้องพบกับความพ่ายแพ้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในศตวรรษล่าสุด ทำให้ท่านได้รับบทสรุปว่าการก่อนความชั่วร้ายบนหน้าแผ่นดินไม่ว่าจะเป็นแก่นแห่งความชั่วร้าย หรือเป็นเพียงเปลือกภายนอกของความชั่วก็ตาม สิ่งเหล่านี้นอกจากจะไม่ขัดแย้งกับผลประโยชน์ของพวกอธรรมและรัฐบาลกดขี่แล้ว ทว่าพวกเขายังได้เร่งเร้าให้เกิดปัญหาความขัดแย้งขึ้นอีก และพวกเขาจะดีใจเป็นอย่างยิ่งที่ความคิดของส่วนรวมได้เบี่ยงเบนออกไปจากแก่นอันเป็นหลัก ไปสู่รายละเอียดปลีกย่อยชนิดไร้สาระ ด้วยเหตุนี้ ท่านอิมามโคมัยนี้ นับตั้งแต่วันแรกที่เข้ามาปรับปรุงสังคมสิ่งแรกที่ท่านทำคือ การโค่นล้มรัฐบาลการปกครองแบบจักรวรรดินิยม และตำหนิบรรดานักปราชญ์และนักการศาสนาที่ไม่ปรับปรุงแก้ไขปัญหาสังคม ท่านอิมามได้เริ่มการต่อสู้แห่งประวิติศาสตร์ของท่าน หลังจากรัฐบาลเรซาคอน ได้สิ้นสุดอำนาจลง ท่านได้เขียนสาส์นฉบับหนึ่งว่า

โอ้ บรรดานักการศาสนาทั้งหลาย โอ้ ผู้รู้และนักปราชญ์ โอ้ นักวิชาการที่เคร่งครัดศาสนา โอ้ นักพูดเรื่องราวของศาสนา โอ้ ผู้มีศาสนาและรักในพระเจ้า โอ้ ผู้เรียกร้องการเคารพภักดีต่อพรเจ้า โอ้ ผู้เสียงร้องสัจธรรมและเกียรติยศ โอ้ ผู้มีเกียรติและรักในประเทศชาติ โอ้ ผู้รักในเชื้อชาติทั้งหลาย และท่านทั้งหลายจงยึดมั่นต่อคำเตือนของพระผู้อภิบาลแห่งสากลโลก จงยอมรับแนวทางในการปรับปรุงแก้ไขอันเป็นหนึ่งเดียว ที่ได้ถูกนำเสนอเอาไว้แล้ว จงหลีกเลี่ยงปัญหาความขัดแย้งส่วนตัว เพื่อว่าความจำเริญรุ่งเรืองทั้งสองโลกจะได้ถูกประทานลงมาแก่พวกท่าน และพวกท่านจะได้อยู่ในอ้อมกอดแห่งความสุขอันจำเริญยิ่งทั้งสองโลก

«ان لله فى ايام دهركم نفحات الا فتعرضوا لها»

“วันนี้คือวันที่ประชาชาติทั้งหลายต่างพึ่งพิงบรรดานักการศาสนา เป็นวันที่เหมาะสมและคู่ควรต่อการยืนหยัดต่อสู้กับความอธรรม ถ้าพวกท่านทั้งหลายปล่อยเวลาให้หลุดลอยมือไป ไม่ยืนหยัดต่อสู้เพื่อพระเจ้า ไม่เชิญผู้คนเข้าร่วมพิธีกรรมทางศาสนา พรุ่งนี้พวกท่านทั้งหลายจะพบกับความสูญเสีย บรรดาผู้กระหายตัณหาจะขึ้นมีเหยียบย่ำท่าน ศาสนาและเกียรติยศของพวกท่านจะไม่หลงเหลืออีกต่อไป เป้าหมายและอุดมการณ์ของท่านจะเป็นโมฆะทั้งหมด”[1]

หลังจากการปฏิวัติอิสลามได้รับชัยชนะแล้ว สังคมไม่ได้ใช้ประโยชน์อย่างถูกต้องในช่วงช่องว่างหลังจาก เรซาชาฮฺ ได้ลงจากอำนาจและจากไป ท่านอิมามได้กล่าวแสดงความเสียใจโดยกล่าวว่า ..“น่าเสียดายว่าในวันนั้นไม่มีใครสักคนที่จะคอยชี้นำและรวบรวมประชาชนให้เป็นหนึ่งเดียวกัน ตรงนี้พวกเขาเป็นผู้ตั้งลูกชายของเรซาคอน ถ้หากว่าในวันนั้นมีประชาชนสักสองสามจังหวัดเดินขบวนต้าน แน่นอน ลูกชายของเรซาคอนจะไม่มีวันได้ขึ้นบัลลังก์ แต่ทว่าไม่มีใครสักคนพูดอะไรออกมา บางที่ถ้าวันนั้นมัรฮูมมุดัรริซ มีชีวิตอยู่ท่านต้องทำสิ่งนี้แน่นอน”[2]

ด้วยสภาพสังคมที่เป็นอยู่นั้นเป็นสิ่งระบุได้อย่างชัดเจนว่าเป้าหมายของท่านอิมามคือ ความเสื่อมทรามของสังคม ดังนั้น ถ้าเห็นว่าท่านอิมามได้เผชิญหน้ากับเหตุการณ์หรือแนวคิด ที่มีเจตนาทำลายรากฐานศาสนา แนวคิด และความเชื่อทางศาสนา โดยสิ่งเหล่านี้ได้ถูกตั้งคำถามขึ้น หรือเป็นสาเหตุก่อให้เกิดความสงสัยเคลือบแคลงใจในสังคมแล้วละก็ ท่านจะต่อต้านทันทีบางครั้งท่านจะหยุดสอนหนังสือชั่วคราว เพื่อเขียนบทความหรือหนังสือที่สร้างความเชื่อมั่นแก่สังคมให้ประชาชนได้อ่าน ตามทัศนะดังกล่าวนี้ท่านอิมามได้กล่าวอย่างตรงไปตรงมาถึงบุคลิกของเรซาคอนว่า เขาคือบ่อกำเนิดความชั่วร้ายทั้งหลาย ท่านกล่าวว่า

“เขาไม่มีความเข้าใจเกี่ยวกับการปรับปรุงแก้ไขและความชั่วร้าย แรงกดดันที่เขาได้สร้างขึ้นแก่บรรดานักการศาสนาเพื่อให้พวกเขาได้ปรับปรุง จริงๆ แล้ว เขาต้องการขุดรากถอนคอนมากกว่า[3]”

ด้วยเหตุนี้จะเห็นว่า การที่ท่านอิมามไม่ได้เข้าร่วมต่อสู้เพื่อให้ น้ำมันเป็นของประชาชน ตามที่ท่านอายะตุลลอฮฺกาชานียฺได้ลุกขึ้นต่อสู้ เนื่องจากเป้าหมายของการต่อสู้ในครั้งนั้นคือ ระบบการปกครอง เพียงแต่ว่าอาจเปลี่ยนแปลงนิยามบางบท ขณะเดียวกันท่านก็ไม่ได้ต่อต้านหรือแสดงท่าที่ไม่พอใจแต่อย่างใด หรือบางครั้งจะเห็นว่าท่านอิมามไม่เข้าร่วมกับกลุ่มบางกลุ่มที่จัดตั้งขึ้นมาเพื่อต่อสู้กับความอธรรมนั้น เป็นเพราะแนวคิดในการต่อสู้ของท่านอิมามนั้น ท่านจะไม่ต่อสู้กับปลายเหตุ ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้ลืมต้นต่อของเหตุอันเป็นแหล่งของความชั่ว

อิมามโคมัยนี้ (รฎ.) นั้นถ้าหากมีเหตุผลเพียงพอในการต่อสู้ ท่านจะต่อต้านรัฐบาลกดขี่ทันทีโดยไม่รั้งรอ และจะประกาศให้ผู้คนได้รับรู้ทีนี่ว่า เป้าหมายการต่อสู้ของท่านคือ ชาฮฺและรัฐบาลกดขี่ของเขา

ท่านอิมามโคมัยนี (รฎ.) ได้เขียนจดหมายฉบับหนึ่ง หลังจากความเลวร้ายได้เกิดขึ้นในสถาบันสอนศาสนาฟัยฎียะฮฺ

“ชาฮฺ คือโจรที่ปล้นสะดม ทำลายอิสลาม ละเมิดคำสิทธิของมุสลิม ล่วงล้ำอธิปไตนของศูนย์กลางวิชาการและความรู้ ชาฮฺ คือ โจรปล้นสะดม หมายถึงเขาได้ทำลายความศักดิ์สิทธิ์ของอัล-กุรอานและอิสลาม เขาเผาเครื่องหมายต่างๆ ของอิสลาม เขาทำลายร่องรอยของอิสลาม ชาฮฺคือโจรปล้นสะดม หมายถึงเขาได้ละเมิดคำสอนและกฎเกณฑ์ของอิสลาม เขาได้เปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์ของอัล-กุรอาน ชาฮฺ คือโจรที่ร้ายนักการศาสนาและยกเลิกสิ่งอนุมัติในริซาละฮฺ”[4]

อิมามโคมัยนี (รฎ.) ตลอดอายุขัยแห่งการต่อสู้ของท่าน ถ้าหากมีการเคลื่อนไหวอันเป็นสาเหตุทำให้ความคิดของประชาชนเปลี่ยนแปลง หรือหันเหออกจากต้นเหตุของการก่ออาชญากรรม ท่านจะเผชิญหน้ากับเขาทันที และจะพยายามดึงมวลชนให้กลับมายังจุดเดิมตามกำลังความสมารถที่มีอยู่ เช่น ครั้งที่โครงร่างหนังสือ ชะฮีดญาวีด ได้ตีแผ่ในสังคมของนักวิชาการ มีชนฝ่ายที่เห็นด้วยกับ ดร. ชะรีอะตียฺ และไม่เห็นด้วยกับท่านต่อต้านกันเอง ท่านอิมามกล่าวว่า

“เรื่องราวของมัรฮูม ชัมซ์ ออบอดีย พวกท่านคิดว่าเป็นเรื่องธรรมดา เรื่องนี้ก็เช่นเดียวกันเพราะพวกเขาได้เข้ามาทางมัรญิอฺตักลีด และสร้างเรื่องเหล่านี้ให้เกิดในสังคม ครั้นเมื่อเรื่องราวของ ชะฮีดญาวีด ได้ถูกตีแผ่ในสังคม อีกด้านหนึ่ง อีกด้านหนึ่งเดือนมุฮัรรอมและเซาะฟัรนักบรรยายทั้งหลายต่างได้อธิบายถึงประเด็นนี้ว่า ชะฮีดญาวีด เป็นใคร ส่วนอีกด้านหนึ่งก็มีชนกลุ่มหนึ่งเห็นด้วย และอีกกลุ่มไม่เห็นด้วย ซึ่งการตอบโต้กันเช่นนี้ได้นำมาซึ่งความอ่อนแอ และสร้างกระแสให้เป็นอย่างอื่น มัรฮุมชัมซ์ ออบอด ก็เป็นเช่นนี้ บางทีเขาอาจทำเช่นนี้ก็ได้ (แต่ฉันไม่รู้) ซึ่งคนหนึ่งได้สังหารอีกคนหนึ่ง จนมีเสียงร่ำลือไปทั่ว ส่วนอีกด้านหนึ่งก็ได้ส่งคนมาสู่สนามซึ่งหนังสือเหล่านี้คืออะไร เขาบอกว่าเป็นกาฟิร สวนอีกฝ่ายบอกว่าเป็นมุสลิม อีกฝ่ายหนึ่งบอกว่าเป็นกาฟิรที่เลวร้ายกว่าอบูญะฮัลเสียอีก แต่ทั้งหมดลืมไปว่ามันมีแผนซ่อนอยู่ในอยู่นั้น บรรดาผู้คนที่ทำสิ่งเหล่านี้ขึ้นมา เขาไม่เชื่อศรัทธาในอิสลาม เขาไม่เชื่อบรรดานักการศาสนา และพวกเขาไม่เชื่อสิ่งใดเลย”[5]

ความบริสุทธิ์ใจของท่านอิมามแม้หลังการปฏิวัติแล้ว ก็ยังได้ดำเนินแนวคิดของท่านต่อไปอย่างไม่มีวันสิ้นสุด ท่านยังขัดขวางทุกขบวนการที่จะเข้ามาเบี่ยงเบนความคิดของประชาชนให้หันเหออกนอกแนวทาง ท่านยังปกป้องประชาชนจากการคุกคามของศัตรู โดยเฉพาะประเทศที่เป็นแหล่งเพราะพันธ์ความชั่วร้ายบนหน้าแผ่นดิน เฉกเช่นอเมริกา ท่านได้ตั้งฉายานามรัฐบาลอเมริกาว่า ซาตานผู้ยิ่งใหญ่ ท่านได้สั่งให้ทำลายรังสายลับของอเมริกาทีแอบแฝงตัวอยู่ในสถานกงสุล ท่านได้ฉีกหน้ากากอันแท้จริงของรัฐบาลอเมริกาออก ให้ประชาชนได้เห็นความร้ายกาจและคราบของนักบุญใจบาป ที่เป็นผู้สนับสนุนโจรก่อการร้ายกลุ่มต่างๆ บนหน้าแผ่นดิน ท่านได้ประกาศให้ผู้คนทั้งโลกได้รับรู้ถึงความเลวทรามของรัฐบาลอเมริกา โดยเฉพาะการละเมิดสิทธิมนุษย์ชน ทั้งที่ตนเองกล่าวอ้างว่าเป็นผู้รักษาสิทธิ ท่านอิมามโดมัยนี (รฎ.) กล่าวถึงประเด็นเหล่านี้ว่า … “บรรดาผู้ที่หวังในความอิสระและเสรีภาพทั้งหลาย พวกท่านต้องตี่นตัวตื่นใจเตรียมพร้อม กับความตลบตะแลงของกลุ่มประเทศอภิมหาอำนาจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐบาลอเมริกา พวกท่านไม่เห็นดอกหรือว่าเขาได้เงื้อมือตบลงบนใบหน้าของประเทศอิสลามและมุสลิมอย่างแรง ฉันขอบอกด้วยความมั่นใจว่า อิสลามคือผู้ที่จะกระชากหน้ากากของประเทศมหาอภิมหาอำนาจให้คว่ำลงกับพื้นดินอย่างไม่มีท่า อิสลามจะแก้ไขปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ครั้งแล้วครั้งเล่า และพร้อมที่จะทำลายฐานกำลังที่คอยเขมือบโลกให้หมดไป”[6]

จากสิ่งที่กล่าวมาสามารถนำมาเป็นหลักฐานได้ว่า ยุทธศาสตร์ของท่านอิมามโคมัยนี (รฎ.) ในการต่อสู้กับอภิมหาอำนาจที่ก่อความเสียหายบนหน้าแผ่นดิน โดยอาศัยวิธีทำลายเป้าหมายของผู้ที่เป็นแหล่งเพราะพันธ์ความชั่วร้าย

โปรดติดตามตอนที่ 2