อิมามโคมัยนีกับเอกภาพประชาชาติอิสลาม(ตอนที่ 2)

ถ้าสมมุติว่าเขาได้ด่าประจารฉัน เอารูปของฉันไปฉีกเผาไฟ หรือเข้ามาทำร้ายฉัน กระนั้นก็ไม่มีผู้มีสิทธิ์แสดงปฏิกิริยาโต้ตอบเด็ดขาด เนื่องจากศัตรูแฝงตัวอยู่ในเงามืด พวกเขาได้เตรียมแผนการเอาไว้แล้วว่าจะทำการลวงล่อ

232

องค์ประกอบหลักในการรักษาความเป็นเอกภาพในหมู่มุสลิมสามารถแบ่งออกเป็น 5 ประการ ได้ดังนี้

1) เป้าหมายเพื่อการค้นหารากที่มาของความชั่วร้าย

2) สร้างสรรค์แนวร่วมให้เป็นหนึ่งเดียวกัน

3) แสวงหาจุดร่วมให้มากที่สุด

4) หลีกเลี่ยงปัญหาความขัดแย้งโดยสิ้นเชิง

5) ดำเนินกิจกรรมที่แสดงให้เห็นถึงความเป็นเอกภาพอย่างต่อเนื่อง

 

2 สร้างสรรค์แนวร่วมให้เป็นหนึ่งเดียวกัน

อีกหนึ่งวิธีการในการต่อสู้ของท่านอิมามโคมัยนี (รฎ.) ซึ่งวางอยู่บนพื้นฐานของการเคลื่อนไหวคือ การสร้างสรรค์แนวร่วมให้เป็นหนึ่งเดียวกันต่อหน้าศัตรู ท่านอิมามเป็นผู้หนึ่งที่หลีกเลี่ยงการจัดกลุ่มออกเป็นหลายกลุ่ม หลายพรรคและหลายพวก ท่านได้พยายามรวมกลุ่มเหล่านั้นให้เป็นหนึ่งเดียวกัน รวมอุละมาอให้มีเป้าหมายและเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกัน ท่านอิมามได้กล่าวถึงนักต่อสู้ทั้งหลายว่า ..“โอ้ ท่านผู้มีเกียรติทั้งหลายพวกท่านได้ช่วยกันรวบรวมประวัติศาสตร์หน้านี้เข้าด้วยกัน เป็นการดียิ่งสำหรับบรรดาอุละมาอฺ และนักข่าวทั้งหลายที่จะวางกฎเกณฑ์ขึ้นมา เพื่อรวบรวมความแตกแยกให้เป็นหนึ่งเดียวกัน โดยมีเป้าหมายเพื่ออิสลาม พวกท่านจะต้องลงนามร่วมกันว่าถ้าหากที่ในมุมหนึ่งมุมใดของประเทศชาติ ได้ประสบชะตากรรมไม่ดี พวกท่านจงร่วมมือร่วมใจกันต่อสู้และจงยืนหยัดขึ้นทั้งประเทศ”[7]

ท่านอิมามโคมัยนี (รฎ.) ได้พยายามอย่างยิ่งที่จะขอร้องให้ท่านอายะตุลลอฮฺ บุรูญิดดียฺมาอยู่ที่เมืองกุ่ม เพื่อทำหน้าที่มัรญิอฺตักลีดของท่าน และแสดงบทบาทของการเป็นผู้นำสถาบันสอนศาสนา ณ เมืองกุม ภายหลังจากการอสัญกรรมของท่านอายะตุลลอฮฺ ฮาอิรยฺ ซึ่งบรรดาอุละมาอฺทั้งหมดต่างเห็นพร้องต้องกันในข้อนี้ และเห็นว่าท่านมีความเหมาะสมที่สุด[8]

แม้ว่าสิ่งที่เป็นเป้าหมายของท่านอิมามโคมัยนี (รฎ.) จะยังไม่สัมฤทธิ์ผลก็ตาม แต่ว่าความยิ่งใหญ่ของมัรญิอฺตักลีดในสมัยนั้นได้สร้างความเกรงขามแก่กษัตริย์ชาฮฺ ไม่ให้กระทำการใดๆ โดยพละการ  ซึ่งจะเห็นว่าขณะที่ท่านยังมีชีวิตอยู่นั้นชาฮฺไม่กล้าแสดงตนว่าเป็นปรปักษ์กับสถาบันอุละมาอฺ เขารู้ดีว่าหากเหตุการณ์เหล่านั้นเกิดขึ้น กระแสต่อต้านจากประชาชนจะดังกึกก้องทันที แต่ทันใดนั้นเมื่อท่านอายะตุลลอฮฺบุรูญิดดียฺ ถึงอสัญกรรม ชาฮฺได้ส่งโทรเลขไปยังนะญัฟทันที่ โดยเขียนว่า ขณะนี้มัรญิอฺในอิหร่านได้อสัญกรรมไปแล้ว และไม่มีผู้ใดมีความเหมาะสมที่จะขึ้นมาดำรงตำแหน่งดังกล่าวได้อีก เพื่อเขาจะได้สบายใจว่าต่อไปเขาไม่ต้องมาคอยระวังอุละมาอฺอีก หลังจากเหตุการณ์นั้นผ่านพ้นไปไม่นานนัก ชาฮฺได้จัดตั้งกลุ่มขึ้นตามเมืองต่างๆ มากมาย เพื่อทำลายฐานอำนาจของอุละมาอฺ แต่ท่านอิมามโคมัยนี อ่านแผนการของชาฮฺได้อย่างทะลุปรุโปร่ง และก่อนที่จะมีประกาศออกไป ท่านได้เรียกอุละมาอฺประชุมกันที่บ้านของท่านอายะตุลลอฮ ฮาอิรียฺ เพื่อร่วมกันตัดสินใจกับปัญหาดังกล่าวว่าจะเอาอย่างไรดี แม้ว่าการประชุมจะไม่สำเร็จลุล่วงลงไป เนื่องจากมีเหตุการณ์ต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย และบางปัจจัยก็เป็นตัวขัดขวางไม่ให้การประชุมนั้นบรรลุเป้าหมาย ทำให้การรักษาแนวร่วมในการต่อต้านกษัตริย์ชาฮฺยังไม่บรรลุเป้าหมาย แต่ท่านอิมามโคมัยนี (รฎ.) ยังไม่ลดละความพยายาม ท่านยังได้ส่งจดหมายไปตามจังหวัดและเมืองต่างๆ เพื่อให้บรรดาอุละมาอฺประจำเมืองนั้นจัดประชุมสัปดาห์ละครั้ง เพื่อต่อต้านเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น อีกทั้งเป็นการแสดงให้เห็นความเป็นหนึ่งเดียวกันของอุละมาอฺด้วย[9]

หลังจากได้รับอิสรภาพจากการคุมขังในปี 1343 ระหว่างนักเรียนศาสนามีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในทางที่ไม่ดี ถึงมัรญิอฺบางท่าน ที่ไม่ได้ร่วมทางต่อสู้กับท่านอิมาม ท่านอิมาม กล่าวถึงประเด็นดังกล่าวว่า“ท่านทั้งหลายโปรดพิจารณาให้ดี ถ้าพวกท่านใช้คำพูดไม่ดีกับมัรญิอฺอิสลามคนใดคนหนึ่ง หรือพูดจาดูถูกเหยียดหยามมัรญิอฺ ถ้าคิดว่าวิลายะฮฺระหว่างเขากับอัลลอฮฺ (ซบ.) ได้สิ้นสุดลงแล้ว เป็นการกระทำที่แย่ที่สุด การประณามหรือด่าประจารมัรญิอฺตักลีด ถือว่าเป็นความต่ำทรามที่สุด ดังนั้น ถ้าสิ่งนี้เกิดขึ้นโดยกลุ่มชนที่โง่เขลาเบาปัญญา ก็เท่ากับว่าเขาได้สร้างความเสียหายแก่ขบวนการอย่างใหญ่หลวงทีสุด การลงโทษของเขาถูกเตรียมพร้อมไว้ ณ อัลลอฮฺ (ซบ.) ซึ่งการลุแก่โทษของท่านเป็นเรื่องยากลำบากที่จะได้รับการยอมรับจากพระองค์ เนื่องจากท่านได้ทำลายเกียรติยศของอิสลาม ถ้าหากบุคคลใดได้ดูถูกเหยียดหยามฉัน เท่ากับเขาได้ตบหน้าฉัน เขาได้ตบหน้าบุตรหลานของฉัน ขอสาบานด้วยพระนามแห่งอัลลอฮฺ ฉันไม่พอใจ และไม่ยอมที่จะให้ผู้ใดผู้หนึ่งยืนต่อต้านเขา ฉันไม่ยอม”[10]

ด้วยเหตุนี้ จะเห็นว่าอุปสรรคที่เกิดจากการสร้างความแตกแยกในขบวนการต่อสู้ หรือสร้างความรอยร้าวในหมู่มัรญิอฺ เป็นแผนการหนึ่ง อันเป็นปัจจัยที่ลายความเป็นเอกภาพในหมู่นักเรียนศาสนา ที่ทุกคนมีความหวังในการต่อสู้แต่ต้องถูกทำลายทิ้งอย่างสิ้นเชิง

หลังจากท่านอิมามโคมัยนี (รฎ.) ได้ถูกเนรเทศไปยังนะญัฟอัชรอฟ นอกจากไออุ่นแห่งเมืองนะญัฟจะสร้างความอบอุ่นแก่ท่านแล้ว ท่านอิมามยังได้พยายามทุ่มเทเพื่อปกป้องชีวิตของท่าน และสิ่งที่ท่านอายะตุลลอฮฺฮะกีม ได้พยายามช่วยเหลือท่านเอาไว้ ดังนั้น ท่านจึงพยายามหลีกเลี่ยงทุกวิถีทางที่จะไม่กระทำการใดๆ อันมีผลกระทบต่อการเป็นผู้นำโดยรวมของท่านอายะตุลลอฮฺ ฮะกีม ตัวอย่าง ครั้นเมื่อหนังสือตะรีรุลวะซีละฮฺของท่าน ซึ่งได้รับความอนุเคราะห์จากบรรดาพรรคพวกเพื่อนพร้องในการจัดพิมพ์เป็นครั้งแรกที่นะญัฟ ท่านอิมามได้เห็นประโยคหนึ่งบทปกที่เขียนว่า (زعيم الحوزات العلميه) ท่านสั่งให้ลบประโยคนี้ทันที มิเช่นนั้นท่านจะเอาหนังสือทั้งหมดไปเผาไฟทิ้ง แม้ว่าบรรดาพรรคพวกเพื่อนพร้องของท่านจะขอร้องอย่างไรก็ตาม แต่ไม่เป็นผล จนในที่สุดประโยคดังกล่าวต้องถูกลบออกไปด้วยความลำบากยิ่ง[11]

หลังจากการปฏิวัติอิสลามได้รับชัยชนะ ได้มีประชาชนกลุ่มหนึ่งจัดตั้งพรรคหนึ่งขึ้นมาชื่อว่า ญุมฮูรี คัลก์ มุซัลมาน พวกเขาได้เดินขบวนเพื่อสนับสนุนมัรญิอฺท่านหนึ่งในสมัยนั้น ซึ่งในเวลาต่อมามัรญิอฺท่านนั้นได้ถูกปลดจากการเป็นมัรญิอฺ และอิมามเคยได้รับข้อมูลเกี่ยวกับมัรญิอฺท่านนี้มาแล้ว กระนั้นท่านก็ยังไม่อนุญาตให้ผู้ใดทำลายเกียรติของมัรญิอฺท่านนั้น ท่านได้กล่าวว่า ..

“ถ้าสมมุติว่าเขาได้ด่าประจารฉัน เอารูปของฉันไปฉีกเผาไฟ หรือเข้ามาทำร้ายฉัน กระนั้นก็ไม่มีผู้มีสิทธิ์แสดงปฏิกิริยาโต้ตอบเด็ดขาด เนื่องจากศัตรูแฝงตัวอยู่ในเงามืด พวกเขาได้เตรียมแผนการเอาไว้แล้วว่าจะทำการลวงล่อ ให้พวกท่านหลงทางไปจากความจริงได้อย่างไร แน่นอน พวกเขาต้องใช้กลวิธีที่มีอยู่ในมือโดยใช้ข้ออ้างว่าเพื่อช่วยเหลืออิสลามให้รอดพันภัยพิบัติหันเหพวกท่านออกไป”[12]

โปรดติดตามตอนที่ 3