อิมามโคมัยนีกับเอกภาพประชาชาติอิสลาม(ตอนที่ 5 (ตอนสุดท้าย) )

อิมามโคมัยนี (รฎ.) ในฐานะของผู้เรียกร้องความเป็นเอกภาพมาสู่โลกอิสลามในทุกวันนี้ ซึ่งนอกเหนือไปจากการปฏิวัติอิสลามในอิหร่านแล้ว ท่านยังปรารถนาให้มุสลิมทั้งโลกมีความรัก และสามัคคีกันโดยไม่มีการแบ่งแยกทางนิกาย

327

     อิมามโคมัยนี (รฎ.) ในฐานะของผู้เรียกร้องความเป็นเอกภาพมาสู่โลกอิสลามในทุกวันนี้ ซึ่งนอกเหนือไปจากการปฏิวัติอิสลามในอิหร่านแล้ว ท่านยังปรารถนาให้มุสลิมทั้งโลกมีความรัก และสามัคคีกันโดยไม่มีการแบ่งแยกทางนิกาย ท่านยังได้เรียกร้องความเป็นเอกภาพระหว่างประชาชนอิหร่านด้วยกัน และมุสลิมโลก ท่านได้ถือปฏิบัติไปตามขั้นตอนเหล่านี้

1) ท่านได้เสนอทัศนะเกี่ยวกับการจัดตั้งรัฐบาล

ท่านอิมามโคมัยนี (รฎ.) คือผู้ที่รับรู้ปัญหาของโลกอิสลามได้อย่างท่องแท้ และปัญหาของกลุ่มประชาชาติที่อ่อนแอ กับคำถามที่ว่าเพราะเหตุใดคนบนโลกนี้จึงคิดที่จะปฏิวัติและปฏิรูประบบการปกครอง คำตอบคือตะวันและตะวันตกไม่สามารถทำตนเป็นแบบอย่างที่ดีงาม หรือตั้งตนเป็นรัฐบาลที่ถูกต้องตามทำนองครองธรรมได้นั่นเอง ดังนั้น ท่านอิมามจึงได้นำเสนอวิธีการแก้ไขปัญหาโลกในระบบโครงสร้างใหม่ เพื่อจัดการดูแลสังคมให้เจริญเติบโตไปในทางที่ดี ด้วยเหตุนี้ ท่านอิมามจึงได้นำเสนอ แนวทางของวิลายะตุลฟะกีฮฺ ระบบการปกครองที่วางอยู่บนพื้นฐานของอิสลามและศาสนา ซึ่งจุดมุ่งหมายเพื่อเป็นศูนย์กลางสำหรับขบวนการต่อสู้ทั้งหลาย ในยุคสมัยปัจจุบัน และโดยความช่วยเหลือของประชาชน ท่านจึงได้จัดตั้งรัฐอิสลามาขึ้น โดยเปิดให้มีการเลือกตั้งอิสระในรูปแบบใหม่ในประทศอิหร่าน ท่านอิมามได้เขียนถึงการวางรากฐานรัฐอิสลามไว้ในหนังสือ วิลายะตุลฟะกีฮฺ ของท่านว่า

“ถ้าหากเราการสนับสนุนและส่งเสริมความเป็นเอกภาพของมวลมุสลิมทั้งหลาย เพื่อว่าประเทศอิสลามจะไม่ถูกนักล่าอาณานิดคมรุกรานหรือเข้ายึดครอง หรือตกอยู่ภายใต้การปกครองของรัฐที่ไม่ให้อิสรภาพแก่ประชาชน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่มีหนทางเป็นไปได้เลย นอกจากเราต้องจัดตั้งรัฐด้วยตัวเอง ดังนั้น ถ้าต้องการให้ความสมานฉันท์เกิดขึ้นในสังคมอสิลาม และต้องการให้ประชาชาติมีความเสรี จำเป็นต้องขจัดการกดขี่และสมุนผู้ให้ความช่วยเหลือผู้กดขี่ให้หมดไปเสียก่อน หลังจากนั้นค่อยจัดตั้งรัฐที่ดำรงความยุติธรรมขึ้นปกครอง การจัดตั้งรัฐขึ้นมาก็เพื่อรักษาระบบและความสามัคคีในหมู่ประชาชาติ ดังที่ ท่านหญิงซะฮฺรอ (อ.) ได้กล่าวไว้ในคุฎบะฮฺว่า อิมามะฮฺ คือผู้รักษาระบบและเปลี่ยนความแตกแยกให้เป็นเอกภาพ”[26]

ด้วยเหตุนี้ ท่านอิมามโคมัยนี (รฎ.) จึงกล่าวเสมอว่า รัฐบาลคือตัวประสานที่ก่อให้เกิดความสามัคคีในหมู่มุสลิมทั้งหลาย

2) ท่านอิมามประกาศวันกุดส์แห่งโลก

ท่านอิมามโคมัยนี (รฎ.) คือผู้ประกาศให้วันศุกร์สุดท้ายของเดือนเราะมะฎอนเป็นวัน อัลกุดส์ และให้วันนี้เป็นวันร่วมมือกันของมุสลิมทั้งโลก ไม่มีการแบ่งสีผิว หรือชาติภาษา ไม่มีการแบ่งเชื้อชาติแต่อย่างใด ซึ่งเป็นที่ยอมรับของมุสลิมทั้งโลก และถือว่าเป็นจุดแห่งการร่วมแรงร่วมใจแสดงพลังความสามัคคีของมุสลิมทั้งโลก กลายเป็นวันแห่งการสร้างความเป็นเอกภาพ ท่านอิมามกล่าวถึงวันนี้ว่า “วันอัลกุดส์ คือวันแห่งอิสลาม วันอัลกุดส์ คือวันซึ่งอิสลามต้องได้รับการฟื้นฟู และเราคือผู้ฟื้นฟูอิสลาม เราคือผู้นำกฎหมายอิสลามมาปฏิบัติในประเทศอิสลาม วันอัลกุดส์ คือวันแห่งการประกาศต่อหน้าบรรดาอภิมหาอำนาจทั้งหลายว่า อิสลามจะไม่อยู่ภายใต้อำนาจของพวกเขาอีกต่อไป อิสลามจะไม่ให้ความร่วมมือกับผู้อธรรมบนหน้าแผ่นดินอีกต่อไป”[27]

3) การดำรงนมาซญุมุอะฮฺ

ท่านอิมามโคมัยนี (รฎ.) ได้ประกาศให้มีการนมาซญุมุอะฮฺขึ้นในสังคมอิสลามแห่งอิหร่าน นับได้ว่าเป็นการสร้างความสามัคคีอันยิ่งให้เกิดขึ้นในหมู่ประชาชาติอิหร่าน ถ้าหากว่าอิหร่านไม่มีนมาซญุมุอะฮฺ แล้วละก็ ไม่แน่ว่าการปฏิวัติอิสลามในอิหร่านจะสามารถยืนเผชิญหน้ากับศัตรูได้จวบจนถึงปัจจุบัน ท่านอิมามกล่าวถึงประเด็นนี้ว่า ..

“นมาซญุมุอะฮฺมีความจำเริญอยู่ในตัว และเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้กาปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่านเกิดความมั่นคง และจะมั่นคงยิ่งขึ้นต่อไป”[28]

ท่านอิมามกล่าวว่า “นมาซญุมุอะฮฺ ถือว่าเป็นหนึ่งในความจำเริญอันใหญ่หลวงยิ่งของอิสลาม”[29]

4) การฟื้นฟูฮัจญฺอิบรอฮีม

ท่านอิมามโคมัยนี (รฎ.) ถือว่าเทศกาลฮัจญฺคือ สูนย์รวมแสดงพลังของประชาชาติอิสลาม อันเป็นปัจจัยอันดีงามที่จะโน้มนำไปสู่ความเป็นเอกภาพของอิลามและมุสลิม แต่น่าเสียดายว่าความรู้เท่าไม่ถึงการของบรรดาอุละมาอฺนักปราชญ์ และผู้ปกครองที่โง่เขลาบางคนฮัจญฺอิบรอฮีมจึงหันเหออกไปจากแนวทางอันเป็นแก่นของอิสลาม กลายเป็นเพียงพิธีกรรมที่ถูกจัดทำขึ้นตามเทศกาลเท่านั้นเอง เป็นพิธีกรรมที่มีแต่ความแห้งแล้งไร้จิตวิญญาณ ท่านอิมามโคมัยนี (รฎ.) ได้ฟื้นฟูฮัจญฺอิบรอฮีมโดยการกล่าวประณามบรรดามุชริกีนขึ้นในพิธีฮัจญฺอันยิ่งใหญ่นั่นเอง ท่านได้ประกาศเชิญชวนให้มุสลิมทั้งโลกออกมาแสดงพลังความสามัคคี เพื่อเรียกร้องและยืนหยัดต่อหน้าผู้อธรรม และอภิมหาอำนาจทั้งหลาย อันเป็นสาเหตุนำไปสู่ความเป็นเอกภาพในหมู่มุสลิมต่อไป พิธีกรรมอันยิ่งใหญ่ในศาสนานี้ตามความเป็นจริงแล้ว มันคืออิบาดะฮฺทางการเมือง แม้ว่าจะมีอุปสรรคนานัปการแต่ก็ยังผลประโยชน์อันมหาศาลแก่สังคมมุสลิมและโลกอิสลาม แม้ว่าทุกวันนี้รัฐบาลซาอุดิอาระเบียจะสั่งห้ามไม่ให้มีการประณามบรรดามุชริกีน โดยนักแสวงบุญชาวอิหร่านก็ตาม แต่ทุกปีบรรดามุสลิมจากทั่วทุกมุมโลกได้ร่วมมือกัน จัดการประณามบรรดามุชริกีนผู้อธรรมขึ้นในช่วงเทศกาลฮัจญฺนั่นเอง

5) การออกคำสั่งฆ่าซัลมาลรุชดี

เมื่อโลกแห่งความอธรรมของตะวันตกได้ใช้กำลังความสามารถทั้งหมดที่มีอยู่ เพื่อทำลายรากฐานการปฏิวัติอิสลาม และตรงกับช่วงที่การปฏิวัติอิสลามก็ยังไม่กล้าแกร่งพอ ท่านอิมามโคมัยนี (รฎ.) ผู้เข้าใจถึงแผนการอันลึกซึ้งและแยบยลของศัตรูเป็นอย่างดี พวกเขาได้รวมตัวกันทั้งหมดเพื่อต่อต้านอิสลาม แต่ท่านอิมามโคมัยนีก็ได้เรียกร้องให้มุสลิมทั้งหมดสามัคคีกันเพื่อผนึกกำลังต่อต้านตะวันตก ในช่วงเวลานั้นท่านอิมามได้ออกคำสั่งสังหาร ซัลมาลรุชดี ซึ่งบรรดาอุละมาอฺอิสลามและนักปราชญ์ทั้งหมดต่างเห็นพร้องต้องกัน คำประกาศดังกล่าวเท่ากับเป็นการฟื้นฟูอิสลามให้มีความเป็นหนึ่งเดียวกันเพื่อต่อต้านศัตรู

6) การเชิญชวนประธานาธิบดีรัสเซียให้เข้ารับอิสลาม

ท่านอิมามโคมัยนี (รฎ.) ได้ส่งสาส์นเชิญชวนให้ประธานาธิบดี กาบาร์ชอพ แห่งรัสเซียเข้ารับอิสลาม ขณะที่ลัทธิคอมินิสต์กำลังจะสิ้นสลาย  ทำให้เสียงอะซานดังกึกก้องรัสเซียอีกครั้งหนึ่ง สร้างความตะลึงงันแก่ชาวโลกเป็นอย่างยิ่ง อิมามในฐานะผู้นำโลกอิสลามได้ทำให้เกียรติยศของอิสลามและมุสลิมเจิดจรัสขึ้นมาทันทีทันใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำทำนายของท่านอิมามที่ว่า ลัทธิคอมิวนิสต์กำลังจะสิ้นสลาย ลัทธิทุนนิยม และสังคมนิยมกำลังจะสิ้นสลาย ท่านจงกลับคืนสู่ศาสนาแห่งพระเจ้าเถิด อันเป็นศาสนาแห่งความเที่ยงธรรมและจริงแท้[30]

ด้วยเหตุนี้ จากสิ่งที่กล่าวมาสรุปได้ว่าการปฏิวัติ การต่อสู้ และการเคลื่อนของท่านอิมามโคมัยนี (รฎ.) เป็นไปเพื่อการสร้างสรรค์ความสามัคคีให้เกิดขึ้นในสังคม การประกาศเรียกร้องให้บรรดาผู้ถูกกดขี่ในสังคมหันมาร่วมมือกันยืนหยัดต่อสู้กับผู้อธรรม และยึดมั่นอยู่บนจุดร่วมอันเดียวกัน บนแนวทางดังกล่าวแม้ว่าท่านจะเรียกร้องความสามัคคี แต่ท่านก็ยังปกป้องหลักความเชื่อศรัทธาตามแนวทางของท่านไว้อย่างมั่นคง ท่านอิมามได้ตอบโต้บุคคลที่ดูถูกเหยียดหยามท่านหญิงฟาฎิมะฮฺ (อ.) ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งรัฐอิสลามอิหร่าน ในช่วงบั้นปลายชีวิตของท่าน เช่นเดียวกันในบทนำหนังสือพินัยกรรมแห่งประวัติศาสตร์ ท่านอิมามได้อ้างอิงถึงฮะดีซซะเกาะลัยนฺ เพื่อเป็นสิ่งยืนยันให้เห็นถึงความเชื่อศรัทธาอันมั่นคงของท่าน

ดังนั้น จะเห็นว่าการนรงค์เรื่องความสมานฉันท์ของท่านอิมามนั้น วางอยู่บนพื้นฐานหลักสำคัญ 5 ประการตามที่กล่าวมา ซึ่งยังมีมากกว่านี้แต่ไม่อาจนำเสนอได้ทั้งหมดในบทความนี้ ท่านผู้อ่านที่ติดตามแนวคิดของท่านอิมามโคมัยนี (รฎ.) สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่ สำนักพิมพ์ผลงานของท่านอิมามโคมัยนี (รฎ.)

แหล่งอ้างอิง วารสารฮุฎูร ฉบับที่ 35

[1]  เซาะฮีฟะฮฺ อิมาม เล่ม 1 หน้า 21  วันที่ 11 ญะมาดิอุลอูลา 1363

[2]  เซาะฮีฟะฮฺ อิมาม เล่ม 13 หน้า 381-382  วันที่ 15-9- 1359

[3] กัชฟุลอัสรอร หน้า 210

[4]  เซาะฮีฟะฮฺ อิมาม เล่ม 1 หน้า 178  วันที่ 16 -1- 1341

[5]  เซาะฮีฟะฮฺ อิมาม เล่ม 8 หน้า 460  วันที่ 14 -4- 1358

[6]  เซาะฮีฟะฮฺ อิมาม เล่ม 20 หน้า 325  วันที่ 6 -5- 1366

[7]  เซาะฮีฟะฮฺ อิมาม เล่ม 1 หน้า 21  วันที่ 23 -3-1363

[8] การวิเคราะห์และวิจัยขบวนการต่อสู้ของท่านอิมามโคมัยนี (รฎ.) เล่ม 1 หน้า 99

[9] การวิเคราะห์และวิจัยขบวนการต่อสู้ของท่านอิมามโคมัยนี (รฎ.) เล่ม 1 หน้า 149

[10] เซาะฮีฟะฮฺ อิมาม เล่ม 1 หน้า 306  วันที่ 25 -2- 1343

[11] พอเบะพอ ออฟตอบ เล่ม 4 หน้า 43

[12]เซาะฮีฟะฮฺ อิมาม เล่ม 9 หน้า 66  วันที่ 22 -4- 1358

[13]เซาะฮีฟะฮฺ อิมาม เล่ม 11 หน้า 375-377  วันที่ 2/10/1358

[14]เซาะฮีฟะฮฺ อิมาม เล่ม 17 หน้า 98  วันที่ 27/8/1361

[15]เซาะฮีฟะฮฺ อิมาม เล่ม 9 หน้า 280  วันที่ 27/5/1358

[16]เซาะฮีฟะฮฺ อิมาม เล่ม 21 หน้า 222  วันที่ 11/10/1367

[17]เซาะฮีฟะฮฺ อิมาม เล่ม 21 หน้า 176-178  วันที่ 10/8/1367

[18]เซาะฮีฟะฮฺ อิมาม เล่ม 4 หน้า 325-326  วันที่ 14/ 8/1357

[19]อันวาร อัลฮุดา เล่ม 1 หน้า 243

[20]เซาะฮีฟะฮฺ อิมาม เล่ม 8 หน้า 481  วันที่ 15/4/1358

[21]เซาะฮีฟะฮฺ อิมาม เล่ม 10 หน้า 61  วันที่ 29/6/1358

[22] เซาะฮีฟะฮฺ อิมาม เล่ม 10 หน้า 62  วันที่ 29/6/1358

[23]มะนาซิกฮัจญฺ หน้า 257

[24]พอเบะพอ ออฟตอบ เล่ม 4 หน้า 270

[25]อ้างแล้ว เล่ม 3 หน้า 135

[26]วิลายะตุลฟะกีฮฺ หน้า 27

[27]เซาะฮีฟะฮฺ อิมาม เล่ม 9 หน้า 277  วันที่ 21/6/1358

[28] อ้างแล้วเล่มเดิม

[29] เซาะฮีฟะฮฺ อิมาม เล่ม 17 หน้า 104  วันที่ 3/9/1361

[30] อ้างแล้วเล่มเดิม