ถลกหนังวะฮาบี ตอน “วะฮาบีตัวการสร้างความแตกแยกในหมู่ประชาชาติ”

ประชาชาติมุสลิมอาจจะมีความแตกต่างในเชิงความคิดและความศรัทธากันอยู่บ้างแต่โดยสัจธรรมแห่งอิสลามนั้นสามารถสร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างประชาชาติมุสลิมได้ดีอยู่แล้ว

850

ประชาชาติมุสลิมอาจจะมีความแตกต่างในเชิงความคิดและความศรัทธากันอยู่บ้างแต่โดยสัจธรรมแห่งอิสลามนั้นสามารถสร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างประชาชาติมุสลิมได้ดีอยู่แล้ว  โดยหลักการความเป็นเอกภาพ (เตาฮีด) อันเหนียวแน่นก็สามารถยืนหยัดต่อสู้กับการรุกรานของศัตรูอิสลามได้อยู่แล้ว

แต่เอกภาพของมุสลิมได้ถูกทำลายลงด้วยหลักความเชื่อของลัทธิวะฮาบีในศตวรรษที่ 7 และ 8 เป็นต้นมา   การใส่ร้ายป้ายสีการบิดเบือนข้อเท็จจริงโดยเอาประเด็นอุตริกรรม (บิดฺอะฮฺ) และการกล่าวหามุสลิมด้วยกันว่าเป็นผู้ตั้งภาคี (ชีริก)  การทำลายร่องรอยต่างๆ ทางประวัติศาสตร์ของผู้อาวุโสศาสนาอิสลาม  การสั่งห้ามประกอบกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับสัญลักษณ์ (ชิอารฺ)  แห่งอิสลามและการปิดกั้นมิให้มุสลิมให้ความสำคัญแก่เหล่าศาสดา  เอาลียาอฺของพระองค์  ทั้งหมดนี้ทำให้เหล่าศัตรูอิสลามได้ประสพผลสำเร็จ บรรลุถึงเป้าประสงค์ในการทำลายล้างอิสลามเป็นอย่างมาก

อิบนุ ตัยมียะฮฺ  คือ ผู้สร้างรอยร้าวแห่งความแตกแยกระหว่างประชาชาติอิสลาม

การแพร่หลายของอิสลามในยุโรป การล่มสลายของสเปน (อันดะลุส) และครูเสดแห่งตะวันตก  เป็นประวัติศาสตร์ที่ขมขื่นเจ็บปวดรวดร้าวเป็นอย่างยิ่ง  ความคิดที่จะล้างแค้นเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเสมอมา

จนกระทั่งมาถึงช่วงปลายศตวรรษที่ 5  ผู้นำศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิค (โป๊บ) แห่งกรุงโรมได้มีคำสั่งให้บุกโจมตีปาเลสไตน์อันเป็นกิบลัตแรกของพี่น้องมุสลิม  มีการปลุกระดมชาวคริสเตียนที่ยังมีความเคียดเค้นฝังใจ  ความอคติต่อมุสลิมอย่างรุนแรงจากเหตุการณ์ครูเสด   ทำให้อัลกุดส์กลายเป็นทุ่งสังหารพี่น้องมุสลิมไปโดยปริยาย

เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นของสงครามครูเสดที่ใช้ระยะเวลาประมาณ 200 กว่าปี     (ฮ ศ. 489-690) มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บนับล้านคน

ในยุคนั้นอียิปต์กับซีเรียก็ได้เกิดสงครามกับพวกครูเสดด้วย  ประชาชาติอิสลามยังถูกบุกโจมตีกระหน่ำจากพวกมองโกลที่มีเจงกิสข่านเป็นผู้นำ  พวกมองโกลได้ทำลายวัตถุโบราณอันทรงคุณค่าที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์เสียหายยับเยินจนมิอาจประเมินค่าได้ และการปล้นสะดม เข่นฆ่ามุสลิมบาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมาก

50 ปีหลังจากนั้น (ฮ ศ.656) โฮลาโกลูกหลานของเจงกิสข่านได้มีบัญชาให้บุกโจมตีเมืองแบกแดดให้ราบคาบ  รัฐซึ่งปกครองโดยอุษมานนียะฮฺถึงแก่กาลล่มสลาย     จากนั้นให้บุกโจมตีเมืองฮัลบ์ และมูศอลในปี ฮ ศ. 657 – 660   ต่างก็ได้รับชะตากรรมเช่นเดียวกับกรุงแบกแดด

อิบนู อะซีรฺ  นักประวัติศาสตร์ชื่อดังกล่าวว่า “…….โศกนาฏกรรมแห่งสงครามที่มองโกลทำไว้กับพี่น้องมุสลิมนั้น เป็นเหตุการณ์เจ็บปวดอย่างแสนสาหัสจน ไม่อาจหาผู้ใดมาบันทึกเหตุการณ์โศกสลดครั้งนั้นได้    เป็นสิ่งที่ดียิ่งสำหรับฉัน  หากมารดาของฉันไม่ให้กำเนิดฉันมาเสียก่อนและให้ฉันตายเสียก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ครั้งนี้ ทำให้ฉันไม่ต้องประสบกับโศกนาฏกรรมอันโศกสลดครั้งนั้นด้วย” (1)

ตลอดยุคสมัยแห่งการปกครองของมองโกล   ตัวแทนของกษัตริย์แห่งยุโรปได้พยายามอย่างยิ่งให้มองโกลร่วมมือกับตน    เพื่อทำลายล้างพี่น้องมุสลิมในทุกด้าน      เป็นที่น่าสังเกตว่ามารดา  ภรรยา  และพี่ชายของเขาชื่อว่า นายพลกิโตโบโก ที่อยู่ในซีเรียต่างก็เป็นคริสเตียนด้วยกัน  ส่วนลูกชายของโฮลาโกชื่ออาบอฆอกอน (ฮ ศ.663-680)  ก็ได้แต่งงานกับธิดาของกษัตริย์โรมันตะวันออกและเป็นพันธมิตรกับรัฐบาลฝรั่งเศส และอังกฤษเพื่อร่วมกันต่อต้านและรุกรานพี่น้องมุสลิมไปจนถึงอียิปต์และซีเรียด้วย

อันฆูน ลูกหลานของโฮลาโก (ฮ ศ.683-690)  ได้ถูกซะอัด อัลเดาละฮฺ  อับราฮี  ชาวยิว (ยะฮูดี)  โดยมีตำแหน่งเป็นที่ปรึกษาของตน วางแผนหลอกใช้เพื่อที่จะเข้าไปยึดครองเมืองมักกะฮฺ  เพื่อจะได้เปลี่ยนให้เป็นสถานที่สำหรับกราบไหว้บูชาเจว็ด  ได้มีการเตรียมการเป็นขั้นตอนไว้แล้วในระดับหนึ่ง  แต่ทว่าอันฆูนได้ล้มป่วยลงเสียก่อน  ซะอัด อัลเดาละฮฺ  อับราฮี ก็ถูกลอบสังหาร  การฟิตนะฮฺอันชั่วร้ายในครั้งนี้จึงรอดพ้นไปได้

สภาวการณ์อันคับขันครั้งนั้น ประเทศอิสลามต้องเผชิญหน้าต่อสู้กับศัตรูทุกรูปแบบ  การถูกรุกรานและคุกคามทั้งจากตะวันออกและตะวันตก หนำซ้ำยังถูก อิบนุ ตัยมียะฮฺ  ผู้วางรากฐานความคิดวะฮาบีได้ริเริ่มเผยแพร่ความคิดอุดมการณ์ของตน เท่ากับได้ร่วมเพิ่มรอยร้าวความแตกแยกให้เกิดขึ้นในหมู่ประชาชาติอิสลามอย่างแสนสาหัสเกินกว่าที่จะบรรยาย

มุฮัมมัด บิน อับดุลวะฮาบกับภัยคุกคามต่อความเป็นเอกภาพของประชาชาติอิสลาม

ในศตวรรษที่ 12 มุฮัมมัด บิน อับดุลวะฮาบ ได้เผยแพร่แนวความคิดวะฮาบีโดยกล่าวร้ายป้ายสีพี่น้องมุสลิมที่มีแนวความคิดที่ไม่ตรงกับตนว่าเป็นพวกตั้งภาคี (มุชริก)        ในข้อหาการตะวัซซุลต่อศาสดาและเอาลียาอฺของอัลลอฮฺ   โดยมีคำวินิจฉัย (ฟัตวา) ว่า บุคคลเหล่านี้เป็นผู้ปฏิเสธ (กาฟิรฺ)  จึงเป็นที่อนุมัติ (ฮาลาล) ให้สังหารได้ ทั้งสามารถริบทรัพย์สินของพวกเขาเป็นทรัพย์สินสงคราม ผลแห่งการวินิจฉัยดังกล่าว ทำให้พี่น้องมุสลิมผู้บริสุทธิ์ถูกเข่นฆ่าสังเวยเป็นจำนวนมาก

แผนการเผยแพร่ความคิดของอิบนุ ตัยมียะฮฺที่ถูกสานต่อโดยมุฮัมมัด บิน อับดุลวะฮาบเป็นสถานการณ์ที่เลวร้ายอย่างยิ่ง เกิดความโกลาหลวุ่นวายไปทุกหย่อมหญ้า  อีกทั้งประชาชาติอิสลามในขณะนั้นถูกกลุ่มล่าอำนาจจากสงครามครูเสดรุกรานเข้าโจมตีพร้อมกันไปทุกด้าน  ทำให้ประชาชาติอิสลามไม่สามารถสร้างความเป็นเอกภาพทางอุดมการณ์ (วะหฺดัตในกาลีมะหฺ) ให้เกิดขึ้นในสังคมขณะนั้นได้

ขณะเดียวกันอังกฤษได้เข้ารุกรานอินเดีย  ด้วยเล่ห์เหลี่ยมและแสนยานุภาพของผู้ล่าอาณานิคม พลอยให้มุสลิมต้องอ่อนแอไปด้วย     อาณาจักรมองโกลเลียก็ต้องล่มสลายจากนั้นก็เข้ายึดครองปัญจาบ  คาบูล อ่าวเปอร์เซียแล้วรุกคืบไปยังตอนใต้  และตะวันตกของอิหร่าน

ส่วนฝรั่งเศสที่มีนโปเลียนเป็นผู้นำก็เข้าไปยึดครองอียิปต์ ซีเรีย และปาเลสไตน์  เพื่อเป็นการข่มขู่อาณาจักรมุสลิมออตโตมาน

รัสเซียก็เริ่มแสดงบทบาทเป็นตัวแทนชาวคริสต์ของความเป็นโรมตะวันออกโดยเข้าโจมตีอิหร่านและอาณาจักรมุสลิมออตโตมานเพื่อจะขยายอำนาจไปยังกิสตันฏอนียะฮฺ (เมืองหลวงของอาณาจักร  ออตโตมาน) และปาเลสไตน์  อีกด้านหนึ่งมุ่งโจมตีชมพูทวีป อ่าวเปอร์เซีย และคาบสมุทรบอลข่าน     (บอลติก)

สหรัฐอเมริกาก็เริ่มเข้าไปมีอิทธิพลในแผ่นดินรัฐอิสลามในเอฟริกาเหนือพร้อมกับเข้าโจมตีลิเบีย และแอลจีเรีย  โดยหวังจะเข้าไปมีอิทธิพลในโลกอิสลามให้ได้  ในเวลาเดียวกันก็ได้เกิดวิกฤตสงครามระหว่างออสเตรียกับอาณาจักรออตโตมานกรณีแย่งชิงเซอร์เบีย โดยได้รับความร่วมมือจากเรือรบของเนเธอแลนด์และอังกฤษ โดยส่งทหารบุกล้อมเมืองหลวงของแอลจีเรียไปพร้อมกัน

ที่มา หนังสือ “ถลกหนังวะฮาบี” พิมพ์ ปี 2557 

กษิรธารา  เรียบเรียง