ถลกหนังวะฮาบี ตอน “รากเหง้าและประวัติความเป็นมาของวะฮาบีในศตวรรษต้นๆของอิสลาม”

รากฐานหลักประการหนึ่ง ในหลักคำสอนและหลักความเชื่อของวะฮาบีนั้นคือการสั่งห้าม การซิยารัต (เยี่ยมเยือนสุสาน) ท่านศาสดาและบรรดาอะอิมมะฮฺ(อ.)

868

หากมองเหตุการณ์ในปัจจุบัน  รากฐานหลักประการหนึ่ง ในหลักคำสอนและหลักความเชื่อของวะฮาบีนั้นคือการสั่งห้าม  การซิยารัต (เยี่ยมเยือนสุสาน) ท่านศาสดาและบรรดาอะอิมมะฮฺ(อ.) ทั้งนี้หากย้อนกลับไปดูเหตุการณ์ในอดีต ก็จะประจักษ์ว่า เรื่องและประเด็นดังกล่าวไม่ใช่เป็นประเด็นใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้นในสังคมอิสลาม แต่ทว่า หลักความเชื่อที่ผิดเพี้ยนและหลงทางจากศาสนาอิสลามอันบริสุทธิ์นั้น มันได้เกิดขึ้นมาตลอดหน้าประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาในแต่ละยุคแต่ละสมัย ซึ่งจะขอนำเสนอเหตุการณ์บางส่วนที่เกิดขึ้นในอดีตโดยสังเขปดังนี้

  1. ยุคสมัยของมุอาวิยะฮฺ บิน อะบูซุฟยาน เสียชีวิต ปี ฮ.ศ.60

มีการพบปะระหว่างมุฆอยรอฮฺ บิน ชุอฺบะฮฺ กับมุอาวิยะฮฺ  ครั้งนั้นมุฆอยรอฮฺได้กล่าวว่า  “บะนีฮาชิมได้หมดอำนาจลงไปแล้วโดยสิ้นเชิง  จึงควรที่ตนกับมุอาวิยะฮฺจะได้ร่วมกันสร้างอาณาจักรให้ยิ่งใหญ่ขึ้นไปกว่านี้ และเป็นการดีอย่างยิ่ง หากทำการประนีประนอมและเอื้ออาทรต่อพวกเขา มุอาวิยะฮฺบอกว่า แม้แต่อะบูบักรฺ อุมัรฺและอุศมานก็เคยขึ้นมาเป็นคอลีฟะฮฺและก็ได้จากไปแล้วเหลือเพียงแต่ชื่อที่ปรากฏอยู่เท่านั้นเอง แต่สิ่งที่มุอาวิยะฮฺทุกข์ร้อนใจเป็นอย่างยิ่งคือเสียง  อะซานในทุกๆ  วัน  ตอนหนึ่งว่า

أشهد أن محمدا رسول اللّه      “ข้าขอปฏิญาณตนว่ามุฮัมมัด คือ  ศาสนทูตของพระองค์”

ซึ่งการเรียกร้องเชิญชวนให้นมาซโดยมีชื่อมุฮัมมัด บุตรของอับดุลลอฮฺไปแนบข้างกับพระนามของพระองค์เป็นสิ่งที่ตนยอมรับไม่ได้   ฉันขอสาบานว่า ตราบใดที่ชื่อนี้ยังคงถูกประกาศในทุกๆวัน ตราบนั้นฉันก็จะไม่มีวันนิ่งเฉยเป็นอันขาด

มีอยู่วันหนึ่ง เมื่อมุอาวียะฮฺ ได้ยินเสียงมุอัซซินกล่าวอะซาน และได้ปฏิญาณตนว่า มุฮัมมัดคือ ศาสนทูตของพระองค์   ก็ได้ประท้วงโดยเอ่ยพูด ว่า

للّه أبوک یا ابن عبد اللّه ، لقد کنت عالی الهمة ، ما رضیت لنفسک إلا أن یقرن إسمک باسم ربّ العالمین

ขอสาบานด้วยพระนามของอัลลอฮฺ โอ้บุตรของอับดุลลอฮฺ เจ้ามีความตั้งมั่นและมีความปรารถนาอย่างแรงกล้ายิ่ง  ฉันไม่มีวันพึงพอใจอย่างเด็ดขาดที่ได้เอาชื่อของท่านมาแนบข้างกับพระนามของพระผู้อภิบาลแห่งสากลจักรวาล

ด้วยเหตุนี้มุฮัมมัด รอชีด ริฎอ อุลามาอฺท่านหนึ่งของพี่น้องอะฮฺลิสซุนนะฮฺ กล่าวว่า

“นักวิชาการชาวตะวันตกท่านหนึ่งบอกว่าจะเป็นการเหมาะสมอย่างยิ่งที่จะสร้างอนุสาวรีย์มุอาวิยะฮฺด้วยทองคำแล้ววางไว้ที่ใจกลางเมืองหลวง ได้มีการถามถึงเหตุผลในคำพูดดังกล่าว และได้รับคำตอบว่า  เพราะมุอาวิยะฮฺคือคนแรกที่เปลี่ยนแปลงการปกครองแบบรัฐอิสลามไปเป็นระบอบเผด็จการและสืบทอด          รัชทายาท   หากมุอาวิยะฮฺไม่ได้กระทำเรื่องเหล่านี้เอาไว้อิสลามก็จะถูกเผยแพร่อย่างรวดเร็วทั่วโลก  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคพื้นยุโรป”

  1. มัรฺวาน บิน ฮะกัม เสียชีวิต ปี ฮ.ศ.61

ฮากิม เนชาบูรี และอะฮฺมัด บินฮัมบัล ได้บันทึกและรายงานว่า

มัรวานได้เห็นอะบู อัยยูบ อันศอรี  ศอฮาบะฮฺท่านศาสดา (ศ็อลฯ) นั่งอยู่ในสุสานท่านศาสดา (ศ็อลฯ)กำลังพิลาปรำพันอย่างโศกาดูรต่อการจากไปของท่านศาสดา (ศ็อลฯ)     มัรวานได้เข้าจับคอ แล้วถาม อะบู อัยยูบ ว่า  เจ้ากำลังทำอะไรอยู่???

ท่านอะบูอัยยูบ ตอบว่า

جئت رسول اللّه [ صلى‏الله‏علیه‏و‏آله ] ولم آت الحجر، سمعت رسول اللّه [ صلى‏الله‏علیه‏و‏آله ] یقول: لا تبکوا على الدین إذا ولیه أهله، ولکن ابکوا علیه إذا ولیه غیر أهله

“เรามาซิยารัตสุสานของท่านศาสดา (ศ็อลฯ) หาใช่มาเยี่ยมเยือนดินหรือก้อนอิฐก้อนหิน    เราจำได้มั่นว่าท่านศาสดา (ศ็อลฯ) เคยบอกเราว่า ท่านไม่ห่วงกังวลต่อรัฐอิสลามหากว่ามีผู้ปกครองที่มีความชอบธรรมและยุติธรรมเป็นผู้ปกครอง  แต่ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) มีความวิตกกังวลเป็นอย่างยิ่งว่าวันหนึ่งจะมีผู้ปกครองที่อธรรม เช่น มัรวาน มีอำนาจปกครอง”

  1. ฮัญญาจฺ บิน ยูซุฟ เสียชีวิต ปี ฮ.ศ 95 

อิบนู อะบี ฮะดิด มุอฺตาซาลี ชาฟีอี  เสียชีวิตเมื่อปี ฮ.ศ.655 ได้รายงานว่า

ครั้งที่ฮัญญาจฺ บิน ยูซุฟ มาเยือนมะดีนะฮฺ เห็นประชาชนกำลังฏอวาฟสุสานของท่านศาสดา (ศ็อลฯ) จึงเอ่ยว่า

تبّا لهم! إنّما یطوفون بأعواد ورمة بالیة ، هَلاّ طافوا بقصر أمیر الموءمنین عبدالملک؟ ألا یعلمون أنّ خلیفة المرء خیر من رسوله؟

“ความพินาศจงประสพแก่บุคคลเหล่านี้ แล้วจะมีประโยชน์อันใดกับการฏอวาฟต่อเศษกระดูกของท่านศาสดา (ศ็อลฯ)    ทำไม ไม่ไปฏอวาฟอับดุลมาลิกที่ทำเนียบแทน เพราะอับดุลมาลิกเป็นคอลีฟะฮฺเป็นตัวแทนของอัลลอฮฺ มีความยิ่งใหญ่ประเสริฐกว่าท่านศาสดา (ศ็อลฯ) มากมายนัก”

มุบัรรัด  หนึ่งในปรมาจารย์ด้านหลักภาษาอาหรับ เสียชีวิตเมื่อปี ฮ.ศ.286

กล่าวว่า  “ด้วยเหตุนี้บรรดานักปราชญ์ (ฟุกอฮา)  จึงถือว่าฮัญญาจฺเป็นผู้ปฏิเสธ (กาเฟรฺ) เพราะคำพูดของเขาที่กล่าวให้ร้าย ขณะที่พี่น้องประชาชนกำลังฏอวาฟสุสานของท่านศาสดา(ศ็อลฯ)  ”

  1. บัรบะฮารี เสียชีวิต ปี ฮ.ศ.329     

ฮะซัน บิน อะลีบัรบาฮารี  อุลลามาอฺของมัศฮับฮัมบาลี เป็นคนแรกที่สั่งห้ามการซียารัตสุสานท่านศาสดา (ศ็อลฯ) และอะฮฺลิลบัยตฺ (อ.) และห้ามอ่านมัรซียะฮฺ ให้ท่านอิมามฮุเซน (อ.)  ทั้งได้ออกคำสั่งให้ประหารผู้อ่านมัรซียะฮฺด้วย

  1. อิบนุ บัฏฏ็อฮฺ เสียชีวิตปี ฮ.ศ 387  

อุบัยดิลลาฮฺ บิน มุฮัมมัด บิน ฮัมดาน อักบารี     หรืออีกชื่อหนึ่งว่า อิบนูบัฏฏ็อฮฺ เป็นหนึ่งในนักนิติศาสตร์ของฮัมบาลี โดยอ้างอิงจากคำพูดของอิบนุ ตัยมียะฮฺ ที่ได้ปฏิเสธการซียารัต การชะฟาอะฮฺจากท่านศาสดา(ศ็อลฯ)  และเชื่อว่า การเดินทางไปซียารัตสุสานท่านศาสดา (ศ็อลฯ) นั้นเป็นความผิด (มุอฺซิยัต) ตามหลักการอิสลาม ไม่สามารถทำการนมาซเดินทางได้ (นมาซย่อ)

  1. อิบนุ ตัยมียะฮฺ เสียชีวิต ปี ฮ.ศ.729    

ตะกียุดดีด  อะฮฺมัด บิน อับดุลฮะลีม บิน ตัยมียะฮฺ  เสียชีวิตเมื่อปี ฮ.ศ.729    เป็นผู้สถาปนาความคิดวะฮาบีแห่งศตวรรษที่ 8 มีทัศนะความคิดเช่นเดียวกับอิบนุบัฏฏอฮฺ ต่างกันเพียงแค่รูปประโยคและเทคนิคใหม่ๆเท่านั้น ทัศนะนี้นำมาซึ่งความแตกแยกอย่างรุนแรงในหมู่ประชาชาติอิสลาม

  1. มุฮัมมัด บิน อับดุลวะฮาบ เสียชีวิต ปี ฮ.ศ.1205

มุฮัมมัด บิน อับดุลวะฮาบ เสียชีวิตเมื่อปี ฮ.ศ.1205   ผู้สถาปนาและผู้นำวะฮาบีในศตวรรษที่ 12  ได้ร่วมมือกับมุฮัมมัด บิน ซาอูด ปู่ทวดของฟะฮัด  ทำตัวเป็นสมุนรับใช้จักรวรรดิอังกฤษ  ได้เผยแพร่ความคิดของอิบนุ ตัยมียะฮฺในรูปลักษณะที่ง่ายต่อความเข้าใจ ในเขตพื้นที่นัจดฺและดีรอียะฮฺประเทศซาอุดิอาระเบีย

ที่มา หนังสือ “ถลกหนังวะฮาบี”