บทเรียน “ความลี้ลับของนมาซ” ตอนที่ 3 -ดุอาอ์กุนูตในนมาซคือความดื่มด่ำที่เป็นพื้นที่ส่วนตัวระหว่างมนุษย์กับพระเจ้า

นัยยะที่สำคัญของกุนูตก็คือการวอนขอ,การดุอาอ์และวิงวอนต่อพระองค์ ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาที่เป็นส่วนตัวที่สุดในช่วงเวลาที่ได้โบยบินสู่โลกแห่งจิตวิญญาณ ในทุกๆอิริยาบถของนมาซ

629

ดุอาอ์ในนมาซนั้นมีอยู่หลายวาระด้วยกัน ในตัวบทของซูเราะฮ์ฮัมด์เองก็มี ดังที่เคยอธิบายไปแล้วก่อนหน้า ในโองการ”โปรดชี้นำปวงข้าพระองค์สู่ทางที่เที่ยงตรง” ซึ่งความหมายของโองการนี้เป็นการขอดุอาอ์  โดยมีอยู่ในทุกๆนมาซ  หมายถึงขอให้ได้พบกับหนทางที่เที่ยงตรง ซึ่งถ้าได้พบเจอหนทางที่เที่ยงตรงแล้ว ก็ขอให้อยู่ในหนทางนั้นอย่างมั่นคงตลอดไป  แต่ทว่าดุอาอ์ที่เกี่ยวข้องกับนมาซยังมีอีกสองที่ด้วยกันซึ่งมีรายงานบอกไว้ชัดเจน หนึ่งคือก่อนเข้านมาซ(ก่อนตักบีร่อตุ้ลเอียห์รอม) สองใน”กุนูต”(ก่อนรุกัวะอ์ในร่อกาอัตที่สอง)

ในหมู่บรรดาฟะกี ห์ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านหลักนิติศาสตร์อิสลาม  มีความเห็นพ้องต้องกันว่ามีดุอาอ์ก่อนเข้านมาซ  หลังจากผินหน้าไปทางกิบละฮ์  ได้กล่าวอะซานและอิกอมะฮ์แล้ว ก่อนที่จะเนียตและตักบีร่อตุลเอียห์รอม แต่ก็มีบรรดาฟะกีห์อีกส่วนหนึ่งที่มีทัศนะให้อ่านดุอาอ์นี้หลังตักบีรร่อตุ้ลเอียห์รอม  ซึ่งในกรณีหลังย่อมบ่งบอกถึงความสำคัญของดุอาอ์นี้ได้เป็นอย่างดี เพราะถือว่าเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของนมาซ ตัวบทของดุอาอ์มีดังนี้

یَا مُحْسِنُ قَدْ أَتَاکَ الْمُسِیءُ

“ยามุห์ซิน ก๊อดอะตากัล มุซีห์”    : โอ้ผู้ให้แต่สิ่งดีงาม ผู้ที่ประพฤติเลวได้มายังท่านแล้ว

وَ قَدْ أَمَرْتَ الْمُحْسِنَ أَنْ یَتَجَاوَزَ عَنِ الْمُسِیءِ

“วะก๊อดอะมัรตัลมุห์ซิน อัยยะตะญาวะซะอะนิลมุซีห์” : และพระองค์เองได้ทรงบัญชาให้ผู้ให้แต่สิ่งดีงาม (หมายถึงผู้อื่นที่ไม่ใช่พระองค์) มองข้าม(ความผิดบาป)ของผู้ที่ประพฤติเลว

وَ أَنْتَ الْمُحْسِنُ وَ أَنَا الْمُسِیءُ

“วะอันตัลมุห์ซินวะอะนัลมุซีห์” : ซึ่งพระองค์เองคือผู้ให้แต่สิ่งที่ดีงาม และข้าพระองค์คือผู้ประพฤติเลว

فَبِحَقِّ مُحَمَّدٍ وَ آلِ مُحَمَّدٍ صَلِّ عَلَى مُحَمَّدٍ وَ آلِ مُحَمَّدٍ

“บิฮักกิ มุฮัมมัดวะอาลิมุฮัมมัด” :ด้วยสิทธิอันชอบธรรมของมุฮัมมัดและอาลิมุฮัมมัด

وَ تَجَاوَزْ عَنْ قَبِیحِ مَا تَعْلَمُ مِنِّی

“วะตะญาวัส อันก่อบีฮิ มาตะอ์ละมุมินนี” :โปรดทรงมองข้ามสิ่งชั่วร้ายของข้าพระองค์ ที่พระองค์ทรงรู้ด้วยเถิด

ซึ่งดุอาอ์ก่อนนมาซนี้(ในบางทัศนะหลังตักบีร่อตุลเอียห์รอม) บ่งบอกถึงความนอบน้อมถ่อมตน, ความต่ำต้อยและเป็นดุอาอ์ที่เน้นด้วยการสารภาพผิด ก่อนที่จะเข้าสู่การนมาซ เหมือนกับการปลดเปลื้องจากบาปทั้งมวลก่อนที่จะโบยบินสู่โลกแห่งจิตวิญาน หมายถึงว่าการจะเข้าสู่การโบยบินนี้ต้องเป็นผู้ที่สะอาดและบริสุทธิ์จากบาปทั้งปวงก่อน

แต่ดุอาอ์อีกส่วนหนึ่งซึ่งถือว่า ดื่มด่ำที่สุด ก็คือดุอาอ์ในกุนูต แม้จะมีคำสอนให้อ่านตามตัวบท แต่สิ่งที่พิเศษก็คือ ดุอาอ์ในกุนูตนี้มีความยืดหยุ่น สามารถที่จะกล่าวซิกร์,กล่าวดุอาอ์ที่มีอยู่ในอัลกุรอานหรือจะกล่าววอนขออะไรที่เป็นการส่วนตัวก็ได้ หรือแม้แต่จะกล่าวเป็นภาษาพื้นเมืองก็ยังได้อีก(อาจมีทัศนะที่ขัดแย้งกันในหมู่ฟุก่อฮาอ์ว่าใช้ภาษาอื่นที่ไม่ใช่ภาษาอาหรับได้ไหม แต่ทั้งนี้มีความเห็นสอดคล้องกันว่า แม้ใช้ภาษาอื่นก็ไม่ทำให้นมาซเป็นโมฆะ)

คำว่า“กุนูต” หมายถึง การได้ซึ่งหนึ่งสิ่งใดมา  แต่ความหมายที่ใช้ในอัลกุรอานหมายถึง การปฏิบัติตามคำบัญชาที่มาพร้อมกับความนอบน้อม หรือ การเคารพภักดีที่มาพร้อมกับความนอบน้อม แต่ในวิชาการด้านฟิกฮ์ หมายถึงการขอดุอาอ์ที่เฉพาะในร่อกะอัตที่สอง เมื่อได้อ่านซูเราะฮ์จบลงและทำก่อนหน้ารุกัวะอ์  โดยมีรายงานให้ยกมือทั้งสองขึ้นชิดกันโดยแบฝ่ามือสู่ฟากฟ้า อยู่ระหว่างใบหน้า เรื่องที่กุนูตเป็นมุสตะหับในนมาซถือเป็นมติที่เป็นเอกฉันท์ของบรรดาฟุก่อฮาอ์ชีอะฮ์ แต่ในหมู่ฟุก่อฮาอ์ของอะฮ์ลิซซุนนะฮ์มีความเห็นที่ขัดแย้งกัน ซึ่งบางสำนักคิดให้ทำเฉพาะในนมาซซุบฮิเท่านั้น)

มีรายงานจากท่านอิบนุอับบาสว่า “ท่านศาสดา(ศ็อลฯ) ในช่วงระยะเวลาหนึ่งเดือนได้ทำนมาซ ซุฮ์ริ อัสริ มักริบ อิชาอ์และซุบฮิ ด้วยกับกุนูต”

ความสำคัญของกุนูต:

อิมาซอดิก(อ)ได้กล่าวว่า

مَنْ تَرَک الْقُنُوتَ رَغْبَةً عَنْهُ فَلَا صَلَاةَ لَهُ

 “ใครก็ตามที่นมาซโดยตั้งใจละทิ้งกุนูต เหมือนดังกับว่าเขาไม่ได้นมาซ”, 

ซุรอเราะฮ์ บิน อะอ์ยัน สานุศิษย์คนหนึ่งของท่านอิมามบาเกร(อ) ได้กล่าวกับท่านอิมามว่า

رَجُلٌ نَسِی الْقُنُوتَ فَذَکرَهُ وَ هُوَ فِی بَعْضِ الطَّرِیقِ فَقَالَ یسْتَقْبِلُ الْقِبْلَةَ ثُمَّ لْیقُلْهُ ثُمَّ قَالَ إِنِّی لَأَکرَهُ لِلرَّجُلِ أَنْ یرْغَبَ عَنْ سُنَّةِ رَسُولِ اللَّهِ صلی الله علیه و اله  أَوْ یدَعَهَا

 มีชายคนหนึ่งได้ลืมทำกุนูตแต่นึกขึ้นได้ระหว่างทาง ท่านอิมามได้กล่าวว่า: ให้เขายืนผินหน้าไปทางกิบละฮ์ แล้วให้ทำกุนูต(ชดเชย) หลังจากนั้นท่านอิมามได้กล่าวเพิ่มอีกว่า ฉันไม่ชอบที่จะให้ผู้ใดละทิ้งซุนนะฮ์ของท่านนบี, 

มีรายงานจากท่านอิมามซอดิก(อ)เกี่ยวกับเรื่องนี้อีกว่า

قَالَ أَبُو عَبْدِ اللَّهِ علیه السلام اقْنُتْ فِی کلِّ رَکعَتَینِ فَرِیضَةٍ أَوْ نَافِلَةٍ قَبْلَ الرُّکوعِ

 “ในร่อกะอัตที่สองไม่ว่าจะเป็นนมาซฟะรีเฎาะฮ์หรือนาฟิละฮ์(วาญิบหรือมุสตะฮับ) ให้ทำกุนูตก่อนลงสู่รุกัวะอ์”

มีรายงานในลักษณะเช่นนี้มากมายในตำราฝ่ายชีอะฮ์ จนบางส่วนของนักปราชญ์ถือว่าเข้าหลักอิจมาอ์ด้วยซ้ำไป(มติที่เป็นเอกฉันท์ในหมู่ปวงปราชญ์)

นัยยะที่สำคัญของกุนูตก็คือการวอนขอ,การดุอาอ์และวิงวอนต่อพระองค์ ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาที่เป็นส่วนตัวที่สุดในช่วงเวลาที่ได้โบยบินสู่โลกแห่งจิตวิญญาณ ในทุกๆอิริยาบถของนมาซ มีรูปแบบปฏิบัติที่เป็นไปตามขั้นตอน มีนัยยะสำคัญซ่อนอยู่ในแต่ละช่วง แม้แต่คำที่ถูกเอ่ยออกมาก็ยังเป็นคำที่ถูกกำหนดไว้แล้ว มีแค่เพียงในเวลาที่ทำกุนูตเท่านั้นที่เป็นอิสระ ที่เป็นพื้นที่ส่วนตัว เป็นช่วงเวลาแห่งความดื่มด่ำ เป็นช่วงเวลาที่หอมหวน เป็นช่วงเวลาแห่งการวอนขอ เป็นช่วงเวลาที่พระองค์ทรงอนุมัติให้ร้องขอต่อพระองค์ ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาแห่งการนอบน้อมในการแสดงออกถึงความผูกพันระหว่างนายกับบ่าว ส่วนการยกมือขึ้นขอ แสดงออกถึงความต่ำต้อยที่รอคอยการตอบรับ ซึ่งมือที่ยกขึ้นขอต่อผู้ที่มีเมตตากรุณาที่สุดนี้ ย่อมไม่ได้รับการปฏิเสธอย่างแน่นอน

ดังนั้นกุนูตจึงเป็นช่วงเวลาแห่งบทรำพัน เป็นความลับระหว่างนายกับบ่าว เป็นความผูกพันที่แสนจะดื่มด่ำ ซึ่งผู้ที่เข้าถึงนมาซเท่านั้นจะสัมผัสมันได้อย่างแท้จริง…

บทความโดย เชคกอเซ็ม อัสการี

จิตรา อินทร์เพ็ญ  เรียบเรียง