เรื่องเล่าจากปอเนาะอิหร่าน ตอน 2 “อย่าเป็นฟิรอูนในบ้าน”

จงระวังให้ดีในเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ในการดำเนินชีวิต เราไม่มีสิทธิ์ที่จะใช้อำนาจบาตรใหญ่ในฐานะที่เป็นสามี บีบบังคับให้บุคคลในครอบครัวทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ได้ หรือบางคนอาจจะไม่กล้าบังคับภรรยา ไม่เป็นฟิรอูนกับภรรยา แต่อาจจะเป็นฟิรอูนกับลูกๆ การใช้อำนาจบาตรใหญ่กับลูกๆ ก็สามารถกลายฟิรอูนได้เช่นเดียวกัน

542

“การกดขี่” เป็นคำกริยาคำหนึ่ง ที่ถูกพูดถึงบ่อย ในทุกๆภาษา ตามประวัติศาสตร์มนุษยชาติ หลายพันปี ได้มีการใช้คำนี้ หรือใกล้เคียงกันนี้ ที่ให้ความหมายว่า การใช้กำลังบีบบังคับ โดยบุคคลหรือกลุ่มบุคคล กระทำต่อกลุ่มบุคคล หรือปัจเจกชน ให้กระทำหรือละเว้นการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งโดยไม่เต็มใจ. นัยยะทางภาษาที่เรารับรู้กันก็จะประมาณนี้ แต่ส่วนใหญ่มักจะให้ความหมายในเชิงการเมืองการปกครองมากกว่าที่จะเป็นเรื่องของปัจเจกบุคคล ซึ่งอาจจะไปใช้ คำว่า “กดขี่ข่มเหง” เสียมากกว่า

หากกล่าวโดยสรุป แล้ว ถ้าเป็นบุคคลต่อบุคคล ก็มักจะใช้ กดขี่ข่มเหง แต่ถ้าในระดับที่มากกว่าบุคคล เป็นสังคม หรือ การปกครอง ก็มักจะใช้ “การกดขี่” และที่น่าฉงนในทางภาษาอีกอย่าง คือ เมื่อนำคำว่า กดขี่มาใช้แล้ว การปลดปล่อยการกดขี่ กลับใช้คำว่า “ปลดแอก” ซึ่ง “แอก” นี้ เป็นเครื่องมือหรืออุปกรณ์ ที่ใช้ในการควบคุมสัตว์ เพื่อนำมาใช้แรงงาน “แอก” จึงเป็นเสมือนสัญลักษณ์ที่เป็นตัวแทนของ เครื่องมือที่ใช้ในการกดขี่ แต่วันนี้ผมไม่ได้ตั้งใจจะ ถกแถลงคำนิยามของ คำว่า “การกดขี่” หรือ คำว่า “แอก” เจตนาเพียงเพื่อปูเรื่องที่อยากนำมาเล่าสู่กันฟังอีกสักเรื่อง เป็น EP2 ของเรื่องเล่าจากปอเนาะอิหร่าน

วันนั้นเป็นวันในฤดูร้อน ความจริงอิหร่านในช่วงหน้าร้อน เป็นสถานที่หนึ่งที่ไม่ค่อยหน้าภิรมย์เท่าไรนัก อาจจะเป็นเพราะเราเป็นคนไทย อยู่ในภูมิภาค ร้อนชื้น แต่สำหรับอิหร่าน เป็นร้อนแห้งๆ พอถึงหน้าร้อน ออกไปเดินกลางแดดไม่ได้เลย จะแสบผิวมาก เวลาเดินไปเรียน ผมต้องพยายาม เดินเลียบๆเคียงๆตามชายคาร้านรวง ริมถนน แต่ก็แปลก ถ้าเราหลบอยู่ในร่มมันจะไม่ร้อน จะร้อนก็ต่อเมื่อออกไปโดนแดด ซึ่งผิดกับบ้านเรา ถ้าเข้าหน้าร้อนแล้วละก้อ จะอยู่ในร่มมันก็ยังร้อนอยู่ดี เมื่อเดินมาถึงโรงเรียนหรือปอเนาะ ต่อไปขอใช้คำเรียกว่า.เฮาซะห์(, حوزه)

ณ มัดราซะฮฺ ฮุจญะตียะฮ์(مدرسه حجتیة) ขณะที่กำลังเรียนวิชาของครูท่านเดิม ที่เป็นครูมุรชิดของผม (ครูชี้นำทางจิตวิญญาณ) และมีเรื่องราวเกิดขึ้น ในห้องเรียนเดิม เวลาเดิม ประมานบ่ายสามนิดๆ และบังเอิญกับเพื่อนนักเรียนคนเดิมนั้นอีก ที่เล่าไว้คราวที่แล้ว แต่คราวนี้ เราเรียนกันอยู่ช่วงต้นๆชั่วโมง เพื่อนคนนี้ก็มาสายอีก มายืนให้สลามหน้าประตูห้อง “อัสลามมุอาลัยกม”.

ครูหันไปมองแล้วตอบรับสลาม พร้อมๆกับเสียงตอบรับสลามของเพื่อนๆในห้องด้วย “วะอาลัยกมมุสสลาม” การที่ครูพยักหน้าและตอบสลามถือเป็นการอนุญาตให้เข้าห้องเรียนได้โดยปริยาย พอเพื่อนมานั่งที่ ครูก็สอนต่อ สักพักราวๆ ห้านาที

ผมสังเกตว่า เนื้อหาในบทเรียนนั้น กำลังเปลี่ยนไป ไม่ตรงกับสิ่งที่เรากำลังเรียนอยู่ตอนต้นชั่วโมง เพราะจู่ๆครูเปลี่ยนน้ำเสียงออกท่วงทำนองเป็นการพูดคุยส่วนตัว ประมาณ พ่อบ่นลูกๆ

“คนเรานี้ก็แปลกนะ บางครั้งก็ด่าฟิรอูน ประณามฟิรอูน สาปแช่งฟิรอูน แสดงความรังเกียจเดียดฉันท์ฟิรอูน แต่บางครั้งก็หารู้ไม่ว่า ตัวเขาเองก็กำลังเป็นฟิรอูนอยู่”

จากนั้น ครูเหลือบสายตามองไปยังเพื่อนคนนั้น แล้วพูดต่อว่า “การเป็นฟิรอูนน่ะ คุณไม่ต้องมีกองทัพที่ยิ่งใหญ่ ไม่ต้องมีทหาร ไม่ต้องมีอำนาจทางการเมืองหรือการปกครองใดๆ เพียงแค่คุณมีจิตวิญญาณที่กดขี่ ไม่ว่าคุณจะกดขี่ใครก็ตาม ที่คุณสบโอกาสจะกดขี่เขาได้ และคุณทำการกดขี่เขา เราก็จะเป็นฟิรอูนโดยปริยาย โดยทีเราไม่รู้ตัว”

เพื่อนๆในห้องเริ่มหันมองหน้ากัน กำลังคิดสงสัยกันอยู่ว่า ทำไมจู่ๆ ท่านครูเปลี่ยนเรื่องสอน ทีนี้ท่านถอนหายใจเฮือกนึง พูดเสียงทุ่มๆหนักแน่น

“ตัวอย่าง ในครอบครัวเราเอง หากเราข่มขู่ภรรยา บังคับภรรยาให้ทำงานรับใช้เรา วานให้ทำโน้น นี่ นั้น ใช้ดะไปหมดทุกอย่าง ซึ่งทางภรรยาเองก็ไม่อาจจะฝืนคำสั่งเราได้ จำเป็นที่จะต้องปฏิบัติตามคำสั่งของเรา อย่างเช่นกินข้าวเสร็จ บอกภรรยาให้ต้มน้ำชาหน่อย ถ้าภรรยาตอบกลับว่า ช่วยต้มเองได้มั้ย ตอนนี้เธอไม่ว่าง อาจกำลังยุ่งทำอะไรอยู่ เราก็จะเอะอะโวยวาย โต้เถียงไปในเชิงที่จะบังคับภรรยาทางอ้อม จนภรรยาจำใจต้องไปทำให้ เพียงเท่านี้ เราก็เป็นฟิรอูนได้แล้ว”

ท่านครูพูดเสียงดุขึ้น “ดังนั้น จงระวังให้ดีในเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ในการดำเนินชีวิต เราไม่มีสิทธิ์ที่จะใช้อำนาจบาตรใหญ่ในฐานะที่เป็นสามี บีบบังคับให้บุคคลในครอบครัวทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ได้ หรือบางคนอาจจะไม่กล้าบังคับภรรยา ไม่เป็นฟิรอูนกับภรรยา แต่อาจจะเป็นฟิรอูนกับลูกๆ การใช้อำนาจบาตรใหญ่กับลูกๆ ก็สามารถกลายฟิรอูนได้เช่นเดียวกัน”.

พวกเราในห้องเรียนฟังแล้วอึ้งๆระคนแปลกใจมาก เพราะเรื่องที่กำลังฟังกันสักครู่นี้ มันไม่เกี่ยวข้องกับบทเรียนที่กำลังเรียนกันอยู่ แต่จากประสบการณ์ที่ผมเป็นศิษย์รุ่นแรกๆของท่านครูคนนี้ จึงรู้เลยว่าจะต้องมีอะไรบางอย่างเกิดขึ้นแน่

ครั้น เมื่อจบชั่วโมงเรียน ท่านครูสลามลา แล้วเดินออกไป พวกเราส่วนหนึ่งซึ่งพอจะรู้เรื่องดีอยู่แล้วก็เดินไปหาเพื่อนคนที่มาสาย เพราะคิดว่าน่าจะเป็นเหตุให้ท่านครูเปลี่ยนบทเรียนกะทันหัน เพื่อนคนหนึ่งเอ่ยถามว่า

“เกิดอะไรขึ้นหรือ? ทำไมบทเรียนเปลี่ยนไปหลังจากที่คุณเข้ามาในห้อง”

เพื่อนคนนั้นตอบว่า “ใช่แล้ว.. บทเรียนเปลี่ยนไปเพราะผมเอง” หน้าดูเศร้าไปถนัดตา พลางเล่าต่อ

“ ก่อนจะมาโรงเรียน ผมกลับบ้านไปกินข้าวเที่ยง พอกินข้าวเสร็จ ก็บอกภรรยาทำน้ำชาให้หน่อย แต่ไม่ทราบเหมือนกันว่าภรรยายุ่งงานอะไรอยู่ แต่ภรรยาตอบว่า “เดี่ยวก่อนน่ะ หรือไม่ก็บังไปทำเองก่อนตอนนี้ยังไม่ว่าง” พอได้ยินอย่างนั้น “ผมก็เลยโวยวายใหญ่โต เหมือนพยายามบีบบังคับภรรยาทางอ้อมให้ไปทำน้ำชาให้ผมกินทันที”

เขาก้มหน้า พูดต่อว่า “ผมก็เข้าใจแล้วว่า การเป็นฟิรอูนนั้น บางครั้งมันเป็นได้ง่ายเลยทีเดียว แม้แต่ในบ้านเราเอง” ฟังจบพวกเราก็แยกย้ายกัน แต่ละคนก็นำบทเรียนนี้ไปขบคิดต่อ

บทเรียนล้ำค่าคราวนี้ ทำให้ผมนิยาม คำว่า “การกดขี่” และ “ฟิรอูน” ครอบคลุม กว้างและลึกกว่าที่คิด ที่ชี้ถึงผู้คนทุกระดับ ไม่ว่าจะยากดีมีจนก็กลายเป็นฟิรอูนได้ ถ้ามีจิตวิญญาณที่กดขี่

บทความโดย ฮุจญตุลอิสลาม วัลมุสลีมีน ซัยยิด สุไลมาน ฮุซัยนี

วันยามีล๊ะ ศรีตุลาการ : เรียบเรียง