อิมามฮุเซ็น (อฺ) ในอัลกุรอาน อันทรงเกียรติ

93

หากเราจะพรรณนาถึงเรื่องราวในอัล-กุรอาน อันทรงเกียรติที่ถูกประทานมาในเรื่องของอะฮฺลุลบัยตฺแล้ว แน่นอน เราจำเป็นจะต้องบันทึกเป็นหนังสือที่มีความหนามากกว่าเล่มนี้ เพราะบรรดาอิมามนักวิชาการและนักตัฟซีร รวมทั้งนักประวัติศาสตร์ทั้งหลายได้รายงานไว้ว่ามีโองการอัล-กุรอาน นับจำนวนเป็นร้อยๆ ที่กล่าวถึงพวกเขาเหล่านั้น ในที่นี้เราจะไม่ละเลยคำพูดตอนหนึ่งของท่านอะมีรุล-มุอ์มินีน(อฺ) ที่ว่า

“อัล-กุรอานนั้น ถูกประทานลงมาใน ๔ เรื่องด้วยกัน คือ เรื่องราวเกี่ยวกับพวกเรา เรื่องที่เกี่ยวกับศัตรูของเรา เรื่องประวัติศาสตร์และอุทาหรณ์และเรื่องบทบัญญัติหลักการทางศาสนาสำหรับพวกเรานั้นคือ อัญมณีอันมีค่าของอัล-กุรอาน   

ในที่นี้ เราจะกล่าวอายะฮฺที่เกี่ยวกับท่านอิมามฮุเซน(อฺ)

โองการที่  ๑  

“พระองค์ทรงบันดาลมนุษย์มาจากน้ำ แล้วก็ได้ทรงบันดาลให้เขาแพร่เผ่าพันธ์ทางสายตระกูลและการเกี่ยวดอง” (อัล-ฟุรกอน: ๕๔)

รายงานโดยอะบู นะอีม อัล-ฮาฟิซ และอิบนุ อัล-มะฆอซะลี โดยอ้างสายสืบจากท่านซะอีดบินญุบัยรฺ จากท่าน อิบนุอับบาส(ร.ฏ.) ว่า

“โองการนี้ถูกประทานมาในเรื่องของบุคคลทั้งห้าแห่งผ้าคลุมกิซาอ์”

หลังจากนั้นท่าน (อฺ) ได้กล่าวว่า  “ความหมายของคำว่า ‘น้ำ’ ในโองการนี้ ก็คือ รัศมีของท่านนบี (ศ) ซึ่ได้มีอยู่ก่อนการสร้างมนุษย์ ต่อจากนั้นก็ได้ถูกนำไปวางไว้ที่กระดูกสันหลังของนบีอาดัม (อฺ) ต่อจากนั้นก็เคลื่อนย้ายจากระดูกสันหลังไปสู่กระดูกสันหลังหนึ่ง จนถึงกระดูกสันหลังของอับดุลมุฏฏอลิบ แล้วก้ได้แยกออกเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งไปอยู่ที่กระดูกสันหลังของอับดุลลอฮฺ แล้วก็ได้กำเนิดท่านนบี (ศ) อีกส่วนหนึ่งได้ไปอยู่ที่กระดูกสันหลังของอะบูฏอลิบ แล้วได้กำเนิดเป็นท่านอะลี ต่อมาก็ได้สัมพันธ์กันด้วยการนิกะฮฺ คือ ท่านอะลีก็ได้แต่งงานกับท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ จนมีบุตรชายสองคนคือฮะซัน และฮุเซน(ร.ฏ)

ท่านษะอฺละมี และท่านเมาฟิก บินอะฮฺมัด อัล-ค่อวาริชมี ได้รายงานมาจากท่านอะบีศอลิฮฺ จากท่านอิบนุ อับบาซอีกเช่นกัน อีกทั้งท่านอิบนุมัซอูด ท่านญาบิร ท่านบัรรออ์ ท่านอะนัซ และท่านหญิงอุมมุซะละมะฮฺ (ร.ฏ.)ได้กล่าวว่า

“โองการนี้ได้ถูกประทานลงมาในเรื่องราวของบรรดาบุคคลในผ้าคลุมทั้งห้า”  (ยะนาบีอุล-มะวัดดะฮฺ หน้า ๑๑๘.  )

 

โองการที่  ๒

“และพระองค์ได้ทรงบันดาลให้มันเป็นพจนารถหนึ่งอันยืนยงอยู่ในหมู่ชนรุ่นต่อๆ ไปของเขาเพื่อพวกเขาจะได้คืนกลับ” (อัซ-ซุครุฟ : ๒๘)

ในหนังสืออัล-มะนากิบกล่าวว่า รายงานจากท่านษาบิต อัษ-ษุมาลี จากท่านอฺะลี บินฮุเซน จากบิดาของท่าน จากท่านปู่ของท่าน คือท่านอะมีรุลมุอ์มินีน(อฺ)กล่าวว่า

“มีคำตรัสของอัลลอฮฺ(ซ.บ)ที่ประทานลงมา ในเรื่องของเราความว่า

และพระองค์ได้ทรงบันดาลให้มันเป็นพจนารถหนึ่งอันยืนยงอยู่ในหมู่ชนรุ่นต่อๆ ไปของเขา เพื่อพวกเขาจะได้คืนกลับหมายความว่าจะทรงบันดาลให้ตำแหน่งอิมามดำรงอยู่ในบุคคลที่สืบต่อไปจากฮุเซน(อฺ)จนถึงวันฟื้นคืนชีพ”( ยะนาบีอุล-มะวัดดะฮฺ หน้า ๑๑๗.  )

โองการที่ ๓

“พระองค์ทรงให้ทะเลทั้งสองไหลวนบรรจบกันโดยระหว่างทั้งสองนั้นมีเขตกั้นซึ่งทั้งสองจะไม่ล่วงล้ำกัน ดังนั้นพวกเจ้าจะกล่าวปฏิเสธต่อความการุณย์อันใดแห่งพระผู้อภิบาลของพวกเจ้าหรือ จากทั้งสองทะเลนั้นไข่มุกและปะการังจะได้ปรากฏออกมา”

(อัล-เราะฮฺมาน: ๒๒)

รายงานจากท่านอะนัซ (ร.ฏ.)อธิบายโองการนี้ว่า   “ทะเลทั้งสองไหลวนมาบรรจบกันหมายถึงท่านอะลีและฟาฏิมะฮฺระหว่างทั้งสองนั้นมีเขตกั้น ได้แก่ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)โดยฮะซันกับฮุเซนได้ปรากฏออกมาจากทะเลทั้งสองนั้น”( (๔) กัชฟุล-ฆ็อลมะฮฺ หน้า ๙๕ )

ในการตะอ์วีล(ตีความ) โองการนี้ ท่านษะอฺละบีย์ได้รับรายงานจากท่านซุฟยาน อัษ-เษารีและท่านซะอีด บิน ญุบัยรฺ กล่าวว่า

“แท้จริงทะเลทั้งสองหมายถึงท่านอะลีและท่านหญิงฟาฏิมะฮฺเขตกั้นระหว่างกลางหมายถึงท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) ไข่มุกและหินปะการังที่จะปรากฏออกมาหมายถึงท่านฮะซันและฮุเซน(อฺ)” (ตัซกิร่อตุล-ค่อวาศ หน้า ๒๔๕ )

 

ำพรนก

โองการที่  ๔

“อนุมัติให้แก่บรรดาผู้ที่ถูกเข่นฆ่า เพราะเหตุว่าพวกเขาได้รับความอธรรมและแน่นอนอัลลอฮฺทรงมีความสามารถยิ่งนักต่อการให้ความช่วยเหลือพวกเขา” (อัล-ฮัจญ์: ๓๙)

รายงานจากท่านคอลิด อัล-กาบุลี กล่าวว่า   “ข้าพเจ้าได้รับฟังมาจากอะบูญะอฺฟัร(อฺ) ท่านได้อธิบายความหมายโองการนี้ โดยท่านกล่าวว่า หมายถึงท่านอะลี ฮะซันและฮุเซน”

โองการที่  ๕

“พวกเขาให้อาหารโดยความรักในพระองค์ แก่คนยากจน เด็กกำพร้าและเชลยสงคราม (พวกเขากล่าวว่า) เราให้อาหารพวกท่าน เพื่อพระองค์อัลลอฮฺ เรามิได้ต้องการรางวัลใดๆ จากพวกท่านและไม่ต้องการการขอบคุณ” (อัล-อินซาน: ๙)

ท่านเชคฏซี (ขอความเมตตาพึงประสบแด่ท่าน) ได้กล่าวว่า

“ทั้งซุนนีและชีอะฮฺ รายงานว่าโองการเหล่านี้ถูกประทานมาในเรื่องของ อะลี ฟาฏิมะฮฺ ฮะซันและฮุเซน (อฺ) กล่าวคือพวกเขาได้เสียสละให้แก่คนยากจน เด็กกำพร้าและเชลยสงครามเป็นเวลาสามคืนติดต่อกันในการให้อาหารแก่คนเหล่านั้น และพวกเขาก็มิได้ละศีลอดกับอะไรเลย ดังนั้นอัลลอฮฺจึงได้ทรงยกย่องความดีงามในคราวนี้และประทานโองการในซูเราะฮฺนี้ลงมาในเรื่องของพวกเขาทั้งหมดนี้ คงจะเป็นที่เพียงพอสำหรับท่านในการที่ได้ประจักษ์ถึงคุณงามความดีอันลึกซึ้งที่ถูกอ่านอยู่ตลอดกาลจนถึงวันฟื้นคืนชีพ”