ศาสดามุฮัมมัดแบบฉบับแห่งมนุษย์ผู้เปี่ยมด้วยคุณงามความดี ตอนที่ ๓ – ท่านนบีมุฮัมหมัด(ซ็อลฯ)ในช่วงวัยเด็กและวัยหนุ่ม

“ชายหนุ่มผู้นี้จะต้องมีอนาคตที่สดใสอย่างมากและเขาจะได้เป็นศาสดาเช่นที่กล่าวไว้ในคัมภีร์แห่งพระเจ้า เขาคือผู้นำสารของพระผู้เป็นเจ้า และเขาจะเป็นผู้วางกฎเกณฑ์ไปยังทั่วทั้งโลกนี้ ข้าพเจ้าสามารถมองเห็นได้ในตัวมุฮัมหมัดชายหนุ่มคนนี้ สัญญาณเหล่านี้ได้ถูกระบุไว้ในคัมภีร์แห่งพระผู้เป็นเจ้าของเราและด้วยความเคารพต่อศาสดาผู้ที่พระผู้เป็นเจ้าได้ให้คำสัญญาไว้”

497

ศาสดามุฮัมมัดแบบฉบับแห่งมนุษย์ผู้เปี่ยมด้วยคุณงามความดี  ตอนที่ ๓ – ท่านนบีมุฮัมหมัด(ซ็อลฯ)ในช่วงวัยเด็กและวัยหนุ่ม

เนื่องจากอะบูฏอเล็บ (ลุงของท่านนบีมุฮัมหมัด(ซ็อลฯ)) มีรายได้ไม่เพียงพอ ท่านนบีมุฮัมหมัด(ซ็อลฯ)จึงต้องช่วยทำงานเป็นคนรับจ้างเลี้ยงแกะ และเนื่องจากสภาพความเป็นอยู่ที่แร้นแค้นในบางครั้ง ท่านอะบูฏอเล็บจึงได้เสนอให้ท่านนบีมุฮัมหมัด(ซ็อลฯ)ไปทำงานค้าขายให้หญิงหม้ายชื่อ คอดีญะห์ ซึ่งท่านนบีมุฮัมหมัด (ซ็อลฯ)เป็นที่รู้จักดีในนามของผู้ที่มีความซื่อสัตย์ ท่านนบีมุฮัมหมัด(ซ็อลฯ)ยอมรับข้อเสนอของนาง และหลายคราที่ท่านต้องเดินทางไปทำการค้าขายกับกองคาราวานสินค้าของคอดีญะห์ ซึ่งเป็นที่น่าสนใจยิ่ง เมื่อทราบว่า สถานที่หนึ่งในที่ท่านต้องเดินทางไปค้าขาย  คือประเทศซีเรีย  ซึ่งมีพระชาวคริสเตียนคนหนึ่งชื่อบะฮีรอ ได้เห็นท่านนบีมุฮัมหมัด(ซ็อลฯ)และจ้องมองเขาอย่างลึกซึ้งพร้อมกับกล่าวว่า “ชายหนุ่มผู้นี้จะต้องมีอนาคตที่สดใสอย่างมากและเขาจะได้เป็นศาสดาเช่นที่กล่าวไว้ในคัมภีร์แห่งพระเจ้า เขาคือผู้นำสารของพระผู้เป็นเจ้า และเขาจะเป็นผู้วางกฎเกณฑ์ไปยังทั่วทั้งโลกนี้ ข้าพเจ้าสามารถมองเห็นได้ในตัวมุฮัมหมัดชายหนุ่มคนนี้ สัญญาณเหล่านี้ได้ถูกระบุไว้ในคัมภีร์แห่งพระผู้เป็นเจ้าของเราและด้วยความเคารพต่อศาสดาผู้ที่พระผู้เป็นเจ้าได้ให้คำสัญญาไว้”

ถือเป็นธรรมชาติของมนุษย์ทุกคนซึ่งในช่วงวัยรุ่นอาจจะมีการเบี่ยงเบนทางกายภาพและศีลธรรม แต่ในคาบสมุทรอาหรับ พวกผู้ใหญ่มักมั่วสุมเกี่ยวข้องกับการกระทำชั่วและการกระทำอื่นๆ ที่เป็นสิ่งผิดศีลธรรมกันอย่างน่าละอาย แต่ท่านนบีมุฮัมหมัด (ซ็อลฯ) ยังคงรักษาศีลธรรมและจรรยามารยาทของเขา รวมถึงความซื่อสัตย์ของเขาทำให้เขาได้รับฉายานามว่า “อัลอามีน” คือผู้ที่เปี่ยมไปด้วยความซื่อสัตย์ในเมืองเมกกะ

เมื่อท่านอายุได้ ๒๐ ปี ท่านนบีมุฮัมหมัด (ซ็อลฯ) ได้เข้าร่วมในสนธิสัญญาอัลฟุฎูล ซึ่งช่วยเหลือผู้ที่ถูกกดขี่ข่มเหงที่ได้ลี้ภัยอยู่ในเมกกะ เนื่องจากการความอคติได้แพร่กระจายออกไปอย่างกว้างขวาง ทำให้พวกเขาถูกทารุณกรรมและคุกคามโดยชาวเมืองเมกกะ ท่านนบีมุฮัมหมัด (ซ็อลฯ) ได้ถือว่าการเข้าร่วมในสนธิสัญญาดังกล่าวของเขาถือว่าเป็นเกียรติให้กับตนเอง

ท่านหลีกเลี่ยงที่จะตกเป็นเหยื่อของการยั่วยวนและความสุขทางโลก และใบหน้าของท่านแสดงให้เห็นว่าท่านเป็นนักคิดที่ลึกซึ้ง เพื่อให้อยู่ห่างจากการทุจริตและการทำชั่วที่แพร่กระจายออกไปอย่างกว้างขวาง ท่านได้หลบไปอยู่ที่ภูเขาและในถ้ำเสมอ เมื่อท่านอยู่คนเดียว ท่านจะทำการใคร่ครวญอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับสองเรื่องดังนี้

๑. การสร้างแผ่นดินและท้องฟ้า และต้นกำเนิดของสิ่งมีชีวิตและการดำรงอยู่ของมัน จากนั้น ท่านก็ได้รับความรู้จากอำนาจและสิ่งที่ลี้ลับจากพระผู้เป็นเจ้า

๒. ภาระหน้าที่และความรับผิดชอบอันหนักหน่วงในการแก้ไขความเชื่อและการกระทำของผู้คนที่อยู่ในสังคมอันตกต่ำ เลวร้ายและลุ่มหลงในโลกีย์ ท่านพบว่า ถึงแม้ว่าจะมีความเป็นไปได้ที่จะแก้ไขสังคม แต่ก็ถือเป็นสิ่งที่ยากมากและต้องใช้ความพยายามอย่างสูงสุด การรู้เห็นถึงการแพร่ขยายออกไปอย่างกว้างขวางของความลุ่มหลงในโลกีย์ การกระทำอันทุจริต การกดขี่ข่มเหง ความหยิ่งยโส การเชื่อในเรื่องไสยศาสตร์และกราบไหว้รูปปั้น ท่านได้กล่าวกับตนเองว่า “มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่สูงส่งและมีค่ามากที่สุดบนแผ่นดิน และสิ่งที่ท่านรังสรรค์ขึ้นมานั้นจะถูกนำมาแทนที่ตามจุดประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้า และท่านต้องการที่จะก้าวไปสู่วิวัฒนาการของพระผู้เป็นเจ้าผ่านทางเส้นทางของพระองค์ที่มีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงกับสิ่งที่เราได้เห็นในปัจจุบันนี้” แต่เราจะคาดหวังอย่างไรกับสังคมที่เต็มไปด้วยการลุ่มหลงในโลกีย์ การผิดประเวณี กระหายความร่ำรวย และการกดขี่ห่มเหง ให้สามารถก้าวไปยังเส้นทางของพระผู้เป็นเจ้าได้

เชค มุฮ์ซิน ชะรีอัต  : ผู้เขียน