จริยธรรมและการกระทำของท่านนบีมุฮัมหมัด(ซ็อลฯ)ในการเข้าสังคม

ท่านมักจะสมาคมกับคนยากคนจนและคนขัดสนและแบ่งปันอาหารของท่านให้แก่พวกเขา ขณะรับประทานอาหาร ท่านไม่เคยพิงหรือนั่งบนที่สูงหรือสิ่งอื่นใด ท่านรังเกลียดผู้ที่ยืนขึ้นเพื่อเคารพท่าน เมื่อท่านมาถึงที่ใดที่หนึ่ง ท่านจะนั่งลงตรงที่ที่มีที่ว่างก่อน

469

ศาสดามุฮัมมัดแบบฉบับแห่งมนุษย์ผู้เปี่ยมด้วยคุณงามความดี  ตอนที่๙ – จริยธรรมและการกระทำของท่านนบีมุฮัมหมัด(ซ็อลฯ)ในการเข้าสังคม

ท่านนบีมุฮัมหมัด (ซ็อลฯ) จะร่าเริงและยิ้มแย้มเสมอเมื่อท่านอยู่กับผู้อื่น แต่เมื่อท่านอยู่เพียงลำพัง ท่านจะตกอยู่ในด้านที่เศร้าหมองและครุ่นคิด ท่านจะลดสายตาลงต่ำเสมอและไม่จ้องหน้ากับบุคคลอื่น ท่านกล่าวทักทายกับผู้อื่นก่อนเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเด็กๆ ท่านไม่เคยเหยียดขาของท่านออกไปเมื่อท่านนั่งอยู่กับผู้อื่น

ท่านมักจะสมาคมกับคนยากคนจนและคนขัดสนและแบ่งปันอาหารของท่านให้แก่พวกเขา ขณะรับประทานอาหาร ท่านไม่เคยพิงหรือนั่งบนที่สูงหรือสิ่งอื่นใด ท่านรังเกลียดผู้ที่ยืนขึ้นเพื่อเคารพท่าน เมื่อท่านมาถึงที่ใดที่หนึ่ง ท่านจะนั่งลงตรงที่ที่มีที่ว่างก่อน ท่านจะไม่ขัดเมื่อผู้ใดกำลังพูดอยู่ อีกทั้งท่านจะพูดน้อยแต่มีสาระ ท่านจะพูดอย่างแคล่วคล่องและใจเย็น และท่านไม่เคยดูถูกคน ท่านนบีมุฮัมหมัด (ซ็อลฯ) มักไปเยี่ยมเยียนคนป่วยเสมอ ท่านเป็นผู้ที่มีร่างกายและเสื้อผ้าที่สะอาดที่สุด และท่านทำความสะอาดผมของท่านด้วยสมุนไพร ใบพุทรา และชโลมน้ำมันลงบนผมซึ่งปกมาถึงใบหูของท่าน

ท่านใช้ชะมดและน้ำมันสกัดจากปลาวาฬเพื่อทำให้ร่างกายของท่านมีกลิ่นหอม ไม่ว่าท่านจะอยู่ที่ใด ท่านก็จะมีกลิ่นกายที่หอมตลอดเวลา ท่านส่งเสริมให้ผู้คนจ่ายเงินเพื่อซื้อน้ำหอมมากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ซึ่งการจ่ายเงินเพื่อซื้อน้ำหอมเป็นจำนวนมากๆ ไม่ถือว่าเป็นการฟุ่มเฟือย(อิสรอฟ)

เป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นของท่านนบีมุฮัมหมัด (ซ็อลฯ) ในการใช้เงินของท่านเพื่อซื้อเครื่องหอมและใส่มันมากกว่าเงินที่ท่านใช้จ่ายเพื่อซื้ออาหารของท่าน การแปรงฟันถือเป็นสิ่งหนึ่งในการดูแลตนเองให้มีสุขภาพดี ท่าน

นบีมุฮัมหมัด (ซ็อลฯ) ได้ให้ความสำคัญกับสุขภาพช่องปากและการแปรงฟัน ดังกล่าวนั้น ฟันของท่านจึงขาวและสะอาดอยู่เสมอ และท่านส่งเสริมให้ผู้คนทำเช่นเดียวกับที่กล่าวว่า

“ทำให้ปากของท่านมีกลิ่นหอมโดยการแปรงฟังของท่านเถิด”

ท่านให้ความสำคัญต่อการสร้างจิตวิญญาณให้มั่นคงและถูกต้องมากเท่ากับที่ท่านให้ความสำคัญกับสุขภาพที่ดีและร่างกายที่สะอาด

และท่านยังได้กล่าวว่า “ความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยเป็นสัญลักษณ์ของคนดี”

ท่านนบีมุฮัมหมัด (ซ็อลฯ) ชื่นชอบดอกไม้ต่างๆ มาก  อิมามอะลีได้อ้างถึงโดยการกล่าวว่า

“วันหนึ่งศาสดามุฮัมหมัด (ซ็อลฯ) ขณะที่ท่านถือดอกกุหลาบไว้ในมือของท่าน ท่านได้มาหาข้าพเจ้าและให้ดอกกุหลาบทั้งหมดแก่ข้าพเจ้า พร้อมกับกล่าวว่า กุหลาบเป็นดอกไม้ที่ดีที่สุดในสวรรค์”  ท่านนบีมุฮัมหมัด (ซ็อลฯ) ยังได้ดำรัสว่า“เมื่อไรก็ตามที่ท่านได้รับดอกไม้เป็นของขวัญ ให้ดมกลิ่นของมันและวางมันไว้ในสายตาของท่าน”

การให้ของขวัญแก่ผู้อื่นเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับท่าน และท่านได้กล่าวเสมอว่า เมื่อเจ้าออกเดินทางและเมื่อเจ้าเดินทางกลับ เจ้าต้องนำของขวัญมาฝากครอบครัวของเจ้า ถึงแม้ว่าของขวัญนั้นจะเป็นเพียงก้อนหิน ตัวท่านเองก็ยอมรับของขวัญชิ้นนั้นเสมอแม้มันจะเป็นนมเพียงแค่หนึ่งจิบ

ท่านนบีมุฮัมหมัด (ซ็อลฯ) เป็นผู้มีเมตตาธรรมอย่างยิ่งและให้อภัยต่อผู้ที่กระทำชั่วและเคยแสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมต่อท่าน ท่านเลือกที่จะให้อภัยมากกว่าที่จะแก้แค้น และท่านได้เชิญชวนให้ผู้คนให้อภัยต่อผู้ที่ทำผิด ตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น

ท่านนบีมุฮัมหมัด (ซ็อลฯ) เป็นสัญลักษณ์แห่งการให้อภัย วันหนึ่งหลังจากปีที่ท่านและสหายของท่านจำนวนหนึ่งหมื่นสองพันคนพิชิตเมกกะและกลับมายังเมืองศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้เพื่อเป็นการตอบสนองต่อเสียงเรียกร้องของหนึ่งในสหายของท่าน เพื่อทำการแก้แค้นชาวเมกกะในสิ่งที่พวกเขาทำผิด ท่านได้กล่าวว่า “วันนี้เป็นวันแห่งการให้อภัยและให้พร”

ท่านนบีมุฮัมหมัด (ซ็อลฯ)กล่าวกับบรรดาผู้ที่ประพฤติชั่วและทรมานท่านและสหายของท่าน รวมถึงผู้ที่สังหารสหายของท่าน ซึ่งยืนอยู่ต่อหน้าท่าน ในขณะที่เป็นผู้ถูกพิชิตพร้อมกับกล่าวว่า “เจ้าทรมานข้าพเจ้าและสหายของข้าพเจ้าในเมืองนี้และเจ้าได้ทำการล้อมกรอบทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงกับพวกเราในหุบเขาชาบีอะบีฏอเล็บ และการกระทำอันเป็นปฏิปักษ์ต่อข้าพเจ้าและสหาย ไม่มีสิ่งใดที่ข้าพเจ้าจะกระทำกับเจ้าหรือ”

คำตอบของชาวเมกกะ คือ การขอความเมตตาจากท่าน จากนั้นท่านนบีมุฮัมหมัด (ซ็อลฯ) กล่าวว่า :

انتم الطلقاء الي الله

“พวกเจ้าทั้งหมดเป็นอิสระ จงผินหน้าของพวกเจ้าไปยังพระองค์อัลลอฮ์ (ซ.บ.) ผู้ทรงเดชานุภาพเถิด”  และท่านอภัยโทษให้กับพวกเขาทั้งหมด เหตุการณ์เช่นนี้มักเกิดขึ้นเสมอในช่วงสงคราม ฝ่ายชนะจะถือไฟเพื่อต้อนฝ่ายที่แพ้ให้รวมเป็นกลุ่มก้อน แต่ท่านนบีมุฮัมหมัด (ซ็อลฯ)เป็นสัญลักษณ์แห่งความเมตตาและการให้อภัยต่อศัตรูผู้พ่ายแพ้และถูกพิชิต ท่านได้แสดงถึงพลังแห่งความเป็นผู้นำที่คงอยู่ในการรับใช้มวลชนในสังคมสำหรับความโปรดปรานการพัฒนาของพวกเขา และความเป็นผู้นำจะไม่ทำให้ตกเป็นเหยื่อแห่งความเป็นกลางทางการเมืองของตนและความเห็นแก่ตัว สำหรับบุคลิกและลักษณะที่ดีเลิศของท่านนบีมุฮัมหมัด(ซ็อลฯ)

เลโอ ตอลส์ตอย นักเขียน และนักปราชญ์ชาวรัสเซีย ที่มีชื่อเสียง กล่าวว่า

“ท่านนบีมุฮัมหมัด (ซ็อลฯ) เป็นศาสดาที่ดีที่สุดของศาสนาอิสลามที่ควรค่าแก่การเคารพและให้เกียรติ ศาสนาของท่านจะแผ่กระจายไปทั่วโลก ขอบคุณต่อพันธะสัญญาที่พร้อมด้วยความปราดเปรื่องและชาญฉลาด”

ศาสตราจารย์ วิลล์ ดูแรนต์ นักเขียนและนักประวัติศาสตร์ชาวอเมริกา ได้กล่าวไว้เช่นกันว่า “ถ้าเราประเมินผลผู้ยิ่งใหญ่ที่มีอิทธิพลต่อผู้คน เราขอกล่าวว่า ศาสดามุฮัมหมัด (ซ็อลฯ) เป็นหนึ่งในผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของมวลมนุษยชาติ ท่านพยายามที่จะยกระดับความรู้และจริยธรรมของคนที่ป่าเถื่อน (ในภูมิภาคที่มีอุณหภูมิสูงและความแห้งแล้งของทะเลทราย)ท่านได้บรรลุความสำเร็จดังกล่าวนี้ที่เป็นมากกว่าความสำเร็จใดๆ ในการปฏิรูปสังคมโลก เราแทบจะพบผู้ซึ่งได้เติมเต็มมูลเหตุแห่งศาสนาอย่างท่านได้น้อยมาก ท่านประสบความสำเร็จตั้งแต่ได้รับการแต่งตั้งเป็นศาสนทูต ท่านได้รวบรวมเผ่าที่ไม่เลื่อมใสในศาสนาเพื่อจัดตั้งเป็นอุมมะห์(ประชาชาติที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน) ท่านได้แจ้งถึงหลักการพื้นฐานที่ชัดแจ้งและแข็งแกร่ง และความเชื่อทางศาสนาที่ยึดถือความกล้าหาญและการเห็นคุณค่าในตนเองซึ่งทรงคุณค่ามากกว่าศาสนายิว ศาสนาคริสต์และบรรดาศาสนาเก่าๆของดินแดนอาระเบียกลุ่มชนรุ่นต่อไปของอุมมะห์ ประชาชาติอิสลามผู้ครอบครองชัยชนะเหนือศัตรูในการสู้รบ ๑๐๐ ครั้ง ได้สร้างจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ในช่วงหนึ่งศตวรรษและในยุคร่วมสมัยเป็นอำนาจที่แข็งแกร่งที่สุด”

เชค มุฮ์ซิน ชะรีอัต  : ผู้เขียน