รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศาสนาคนใหม่ของอินโดนีเซีย ให้คำมั่นจะปกป้องชีอะห์ และกลุ่มอะห์มาดียะห์

ยาฆุต คลอเลียล คออุมัส รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกิจการศาสนาที่เพิ่งได้รับการแต่งตั้งใหม่ของอินโดนีเซีย ได้ให้คำมั่นสัญญาว่าจะรักษาสิทธิของกลุ่มศาสนาที่เป็นชนกลุ่มน้อยนั่นคือชีอะห์และกลุ่มอะห์มาดียะห์

599

ยาฆุต คลอเลียล คออุมัส รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกิจการศาสนาที่เพิ่งได้รับการแต่งตั้งใหม่ของอินโดนีเซีย ได้ให้คำมั่นสัญญาว่าจะรักษาสิทธิของกลุ่มศาสนาที่เป็นชนกลุ่มน้อยนั่นคือชีอะห์และกลุ่มอะห์มาดียะห์ และจะพยายามป้องกันไม่ให้เกิดการกดขี่ข่มเหงขึ้น “ฉันไม่ต้องการให้ประชาชนชาวชีอะห์และกลุ่มอะห์มาดียะห์ต้องพลัดถิ่นจากบ้านอันเนื่องมาจากความเชื่อพวกเขา ซึ่งพวกเขาเป็นพลเมือง [ที่มีสิทธิ] ต้องได้รับการคุ้มครอง” ยาฆุตได้กล่าวไว้เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ตามรายงานของ Tempo.co  โดยหลายปีที่ผ่านมาหน่วยงานและชุมชนต่าง ๆ ในอินโดนีเซีย ได้เลือกปฏิบัติต่อกลุ่มอะห์มาดียะห์และประชาชาวชีอะห์ อีกทั้งในบางกรณีพวกเขายังถูกห้ามไม่ให้สร้างศาสนสถานและถูกขับไล่ออกจากบ้าน ซึ่งยาฆุตได้ให้สัญญาว่าจะสนับสนุนให้เกิดการสนทนาระหว่างกลุ่มศาสนาต่าง ๆ ขึ้น

“ กระทรวงศาสนาจะสนับสนุนให้เกิดการสนทนาในเนื้อหาที่ลงในรายละเอียดมากขึ้น เพื่อจะเป็นสะพานเชื่อมให้กับกลุ่มคนที่มีความคิดที่แตกต่างกัน” เขาได้กล่าวไว้ ซึ่งรัฐมนตรีคนใหม่นี้ได้รับการแต่งตั้งโดยประธานาธิบดี โจโก “โจโกวี่” วิโดโด เมื่อวันพุธที่ผ่านมา โดยเป็นการสับเปลี่ยนตำแหน่งในคณะรัฐมนตรี แทนที่นายพลฟาชรุล ราซี ที่ได้เกษียณอายุราชการ

โดยประวัติแล้ว ยาฆุตเป็นประธานของ GP Ansor (Gerakan Pemuda Ansor) ซึ่งเป็นกลุ่มยุวชนที่อยู่ภายใต้องค์กรอิสลามที่ใหญ่ที่สุดของประเทศอินโดนีเซีย นั่นก็คือ Nahdlatul Ulama (NU) และเขายังเป็นหลานชายของมุสตอฟา บิสรี อุลามะห์ที่มีชื่อเสียงท่านหนึ่งของ NU สำหรับการให้คำมั่นสัญญาของเขาในครั้งนี้ เป็นการตอบสนองต่อคำขอของ อะชูมัรดี อัซรา ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยอิสลามแห่งรัฐจาการ์ตาและยังเป็นนักวิชาการมุสลิมที่มีชื่อเสียงท่านหนึ่ง อะชูมัรดีได้เรียกร้องให้รัฐบาลส่งเสริมในเรื่องสิทธิมนุษยชนหรือในชนกลุ่มน้อยทางศาสนาและให้การยอมรับอย่างเป็นทางการมากขึ้น เขายังได้กล่าวว่าชนกลุ่มน้อยทางศาสนาในอินโดนีเซียต้องเผชิญกับความยากลำบากหลายประการในการปฏิบัติตามความเชื่อของพวกเขา โดยเขาได้อ้างถึงผู้ลี้ภัยชาวชีอะห์ในเมืองซิโดอัรโจ จังหวัดชวาตะวันออก รวมถึงกลุ่มอะห์มาดิยะห์ในเมืองมาตารัม จังหวัดนูซา เติงฆาราตะวันออก  ซึ่งได้ถูกข่มเหงและไล่ออกจากบ้านของพวกเขา โดยกลุ่มหัวรุนแรงเมื่อหลายปีก่อน “อย่างไรก็ตาม[โมหาคติ]ดังกล่าว ไม่เพียงแต่จะเกิดขึ้นในชุมชนมุสลิมเท่านั้น แต่สิ่งเหล่านี้ยังได้เกิดขึ้นในชุมชนของศาสนาอื่นด้วย” อะชูมัรดีได้กล่าวไว้ และเขายังได้กล่าวเสริมอีกว่า “ในชุมชนที่ประชาชนส่วนใหญ่เป็นชาวโปรเตสแตนต์นั้น จะเป็นเรื่องยากสำหรับชาวคาทอลิกที่จะสร้างโบสถ์ และเช่นเดียวกันในชุมชนที่ประชาชนส่วนใหญ่เป็นชาวคาทอลิกก็เป็นเรื่องยากมากที่ชาวโปรเตสแตนต์จะสร้างโบสถ์ได้”

https://www.thejakartapost.com/news/2020/12/25/new-religious-affairs-minister-vows-to-protect-shia-ahmadiyah.html