ครบรอบ 42 ปี ชัยชนะการปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน

ประเด็นที่ 2 คือ ก้าวที่ 2 จะนำพาพวกเราไปสู่การปูทางการปรากฏของเมาลาของเรา ซึ่งในช่วงประเด็นที่ 2 ของค่ำคืนนี้ จะพูดคุยกันเกี่ยวกับคุณลักษณะพิเศษของท่านชะฮีดนายพลกอซิม สุไลมานี และวิธีการยืนหยัดต่อสู้ของท่าน เพื่อที่จะสร้างการรองรับการปรากฏของท่านอิมามมะฮ์ดี(อ)ด้วย

351

คำบรรยายของ ฮุจญะตุลอิสลาม วัลมุสลิมีน เชค ดร.นัสรุลลอฮ์ สะคอวาตี  ในวาระ ครบรอบ 42 ปี ชัยชนะการปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่านและครบรอบ 1 ปี การจากไปของชะฮีดกอซิม สุไลมานี 

ฮุจญะตุลอิสลาม วัลมุสลิมีน เชค ดร.นัสรุลลอฮ์ สะคอวาตี

(แปลภาษาไทย- ซัยยิดญะฟัร ฮูซัยนี)

วันอาทิตย์ที่ 7 กุมภาพันธ์ 2564  ณ มัสยิดรุฮุลลอฮ์ จ.นครศรีธรรมราช

بِسْمِ اللَّهِ الرَّحْمَٰنِ الرَّحِيمِ

ก่อนอื่นต้องขอแสดงความยินดีมายังพี่น้องผู้ศรัทธาทุกท่าน เนื่องในวโรกาสที่ได้เฉลิมฉลองอีด ทั้งหมด 2 อีดด้วยกัน คืออีดที่ 1 คือ อีดวันประสูติของท่านหญิงฟาฏิมะฮ์ อัซซะห์รอ(สลามุลลอฮฯ)  อีดที่ 2 คือ การถือกำเนิดการปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน    ตามที่พิธีกรได้แนะนำไป ผมคือ ผู้แทนญามิอะตุลมุศฏอฟา อัล อาละมียะฮ์ ประจำประเทศไทย(คนใหม่ล่าสุด) ซึ่งพึ่งเดินทางมาจากประเทศอิหร่าน ด้วยเหตุนี้ ผมจึงได้นำสลามจากท่านผู้นำสูงสุด รวมถึงนำสลามจากท่านอธิการบดี อัลมุสตอฟา อัล อาละมียะฮ์ และสลามของท่านเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่านประจำประเทศไทย มายังพี่น้องผู้ศรัทธาทุกคนด้วยครับ

ขอขอบคุณไปยังพี่น้องผู้ศรัทธาทุกๆท่าน ที่เดินทางมาจากสถานที่ต่าง ๆ ไม่ว่าใกล้หรือไกล เพื่อที่จะมาเฉลิมฉลองในค่ำคืนนี้ และเพื่อที่จะตอบรับการเชิญของท่านซัยยิดสุไลมานด้วย

และขอขอบคุณคณะ “ขับร้องอนาชีด”  ของฟัรดูอีนประจำมัสยิดรูฮุลลอฮฺ เด็กๆทุกคน รวมทั้งครูของพวกเขาทุกคน  และทุกคนที่เหน็ดเหนื่อยเพื่อที่จะให้เกิดมัจญลิสอันยิ่งใหญ่ในค่ำคืนนี้ และขอขอบคุณท่านซัยยิดสุไลมาน ฮูซัยนี ขอขอบคุณ ดร.มะฮ์ดีย์ ฮะซันคอนีย์ และพี่น้องผู้ศรัทธาทุกๆท่านที่มีส่วนทำให้มัจญลิสในค่ำคืนนี้เกิดขึ้น

ดังนั้น ในค่ำคืนนี้ ผมขอนำเสนอมัจญลิส ภายใต้ 2 หัวข้อด้วยกัน อินชาอัลลอฮฺ ผมจะพยายามใช้เวลาให้น้อยที่สุด ประมาณครึ่งชั่วโมงถึง 40 นาที โดยจะไม่รบกวนพี่น้องมากไปกว่านั้น นอกจากเมื่อครบ 40 นาทีแล้ว พี่น้องทุกท่านยังประสงค์จะให้ผมพูดต่อ ผมก็จะนำเสนอให้มากกว่านั้น โดยการบรรยายของผมในค่ำคืนนี้ จะแบ่งเป็น 2 ประเด็น ดังนี้

 ประเด็นที่ 1 คือ จุดเริ่มต้นของการปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน และปฐมบทของการเริ่มต้นการปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน และหลังจากนั้น ผมจะเข้าสู่ก้าวที่ 2 ของการปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน

ประเด็นที่ 2 คือ ก้าวที่ 2 จะนำพาพวกเราไปสู่การปูทางการปรากฏของเมาลาของเรา ซึ่งในช่วงประเด็นที่ 2 ของค่ำคืนนี้ จะพูดคุยกันเกี่ยวกับคุณลักษณะพิเศษของท่านชะฮีดนายพลกอซิม สุไลมานี และวิธีการยืนหยัดต่อสู้ของท่าน เพื่อที่จะสร้างการรองรับการปรากฏของท่านอิมามมะฮ์ดี(อ)ด้วย

ประเด็นที่ 1  จุดเริ่มต้นของการปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน และปฐมบทของการเริ่มต้นการปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน

เมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา ท่านผู้นำสูงสุดท่านอิมามคาเมเนอี ได้ออกสาส์นที่สำคัญที่สุดฉบับหนึ่ง “ภายใต้หัวข้อ ครบรอบ 40 ปี การปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน” ซึ่งสาส์นสำคัญของท่านอิมามคาเมเนอีนั้น เป็นวิถีทางที่จะนำพาพวกเราทุกคนไปสู่การรองรับการปรากฏของท่านอิมามมะฮ์ดี(อ)ในท้ายที่สุด

ในสาส์นฉบับนั้นของท่านผู้นำสูงสุด ได้กล่าวถึง ก้าวแรกของการปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน ซึ่งท่านอิมามคาเมเนอีได้พูดถึง 40 ปีแรกหลังจากชัยชนะการปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่านว่า เป็นก้าวแรกของการปฏิวัติ  โดยท่านอิมามคาเมเนอี ได้กล่าวไว้ว่า ก้าวแรกของการปฏิวัติ ถูกก้าวไปด้วยความแข็งแกร่ง ทั้งๆ ที่มีศัตรูรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นชาติผู้กดขี่ต่าง ๆ ในโลกตะวันตก อเมริกา รวมไปถึงไซออนิสต์โลก แต่ก็ทำอะไรกับประเทศอิหร่านไม่ได้

แน่นอน ก่อนการปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน  ภูมิภาคอิหร่านที่ติดกับอ่าวเปอร์เซียเป็นพื้นที่ที่สำคัญเป็นอย่างมาก ซึ่งหากว่า เราดูพิกัดภูมิศาสตร์ประเทศไทย จะพบว่า ณ ตอนนี้ ตำแหน่งที่เราอยู่ คือ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ส่วนอิหร่านอยู่ที่ตะวันออกกลาง จะมีทะเลอยู่ทางใต้ของอิหร่านชื่อว่า “อ่าวเปอร์เซีย” ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่า พลังงานหรือทรัพยากรทางด้านพลังงานของโลก 60% ถูกส่งออกจากอ่าวเปอร์เซีย  กอปรกับก่อนการปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่านนั้น ยังมีสาเหตุที่ทำให้พื้นที่ตะวันออกกลางเป็นพื้นที่ที่สำคัญในโลกนี้ จนถึงขั้นได้รับการขนานนามว่า “เป็นหัวใจของโลก” นั้น มี 2 ปัจจัยด้วยกัน ดังนี้

ปัจจัยที่ 1 เพราะพื้นที่แห่งนี้เป็นแหล่งผลิตทรัพยากรทางด้านพลังงาน 60-65% ของโลก

ปัจจัยที่ 2  หลังการปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน มีอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้พื้นที่ตรงนี้เป็นพื้นที่ที่สำคัญของโลก กล่าวคือ นอกจากพื้นที่แห่งนี้จะเป็นพื้นที่ส่งออกทรัพยากรทางด้านพลังงานแล้ว ยังส่งออกอิสลามที่แท้จริงภายใต้แบบฉบับของอะฮฺลุลบัยต์(อ.) ไปทั่วทั้งโลกด้วย และการส่งออกอิสลามที่แท้จริงและบริสุทธิ์อันนี้ ถูกส่งออกเป็นที่สำเร็จไปทั่วทุกมุมโลกด้วยเช่นเดียวกัน

ดังนั้น เราจะต้องทำความเข้าใจด้วยว่า ช่องแคบสำคัญๆที่อยู่ในโลกนี้มีประมาณ 14 ช่องแคบ และใน 14 ช่องแคบนั้น พบ 7-8 ช่องแคบด้วยกันมีอยู่ในประเทศมุสลิม ที่ใช้เป็นทางสำหรับขนส่งน้ำมันไปทั่วทั้งโลก ซึ่งถ้าหากว่าช่องแคบทั้ง 7-8 แห่งนี้ หลายๆ ช่องแคบที่อยู่ในประเทศแถบโลกอิสลาม อยู่ในการครอบครองของมุสลิม และไม่ได้อยู่ในการครอบครองของชาติมหาอำนาจหรือชาติผู้กดขี่แล้ว แน่นอนที่สุด ชาติผู้กดขี่ย่อมไม่สามารถทำอะไรมุสลิมทั่วทั้งโลกได้

ตามที่ท่านรูญุดกะรูดี หนึ่งในนักวิชาการมุสลิมชาวฝรั่งเศส ได้กล่าวไว้ว่า ความจริงแล้ว อเมริกา คือ หนึ่งในรัฐที่อยู่ภายใต้การปกครองของไซออนิสต์ และประเทศอเมริกาทั้งประเทศอยู่ภายใต้การปกครอง เป็นหนึ่งในรัฐต่าง ๆ ของไซออนิสต์โลก เพราะฉะนั้นปัญหาที่เรามีในฐานะมุสลิม หรือ ปัญหาที่เรามีกับอเมริกา คือ สิ่งนี้

ในการชี้ว่า สิ่งที่พวกเขา(อเมริกา)อยู่เพื่อที่จะรับใช้ไซออนิสต์โลก ซึ่งเราสามารถมองเห็นได้ชัดในคณะรัฐมนตรีของโจ ไบเดน ทั้งหมดออกมาประกาศตนว่า ตนเองเป็นยิว ตนเองเป็นไซออนิสต์ และในส่วนที่นอกเหนือจากไซออนิสต์ และยิวแล้ว ยังเป็นบรรดาพวกที่รักร่วมเพศหรือพวก Homosexual และอีกมากมาย

จะเห็นได้ว่า ทุกวันนี้ นักวิชาการที่รับใช้ชาติผู้กดขี่ชาติต่างๆ เขาได้คิดกันว่า เหตุใด ทำไม หลังจากการปฏิวัติอิสลามครั้งแรก ในที่นี้ หมายถึง “การปฏิวัติโดยท่านศาสดามูฮัมหมัด(ศ็อลฯ)”  พวกเขาถือว่า การปฏิวัติครั้งนั้น คือ การปฏิวัติครั้งแรก พวกเขาคิดว่าทำไมหลังการปฏิวัติครั้งแรกในยุคต้นของอิสลาม พวกเขาสามารถครอบงำทุกสิ่งทุกอย่างเป็นของตนเองได้   ทว่า ภายหลังการปฏิวัติอิสลามครั้งที่ 2 โดยการนำของท่านอิมามโคมัยนี(ร.ฎ.) กลับพบว่า พวกเขาไม่สามารถทำอะไรกับการปฏิวัติครั้งนี้ได้เลย และนอกจากไม่สามารถทำอะไรได้แล้ว การปฏิวัตินี้ ยังจะเติบโตและแข็งแรงเพิ่มขึ้นๆทุกวันๆ

คุณคิดว่า สิ่งที่เขาคิดกัน สิ่งที่เขาสนทนากัน เขาได้คำตอบอะไร สิ่งใดที่ทำให้สิ่งนี้เกิดขึ้น แน่นอนที่สุด คำตอบที่ศัตรูได้รับ หลังจากการสนทนาแลกเปลี่ยนความคิด เพื่อที่จะหาคำตอบจากคำถามดังกล่าวนั้น

พวกเขาได้คำตอบเช่นกันว่า ในการปฏิวัติครั้งแรก ตัวแทนผู้นำ หรือผู้นำคนหลังจากผู้นำคนที่ 1 เป็นผู้นำที่ไม่สอดคล้องกับผู้นำที่แท้จริงเลยแม้แต่นิดเดียว ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงสามารถครอบงำการปฏิวัตินั้นได้ แต่ในการปฏิวัตครั้งที่ 2 ผู้นำที่มาแทนผู้นำคนที่ 1 เป็นผู้นำที่มีความสอดคล้อง และเหมือนกันในทุกๆ ด้าน พวกเขาจึงไม่สามารถบิดเบือนการปฏิวัติครั้งนี้ได้

ทว่า ผมขอเสริมอีกประเด็นหนึ่ง จริง ๆแล้วประชาชน และประชาชาติในยุคนี้เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี สิ่งนี้สามารถพิสูจน์โดยคำพูดของท่านอิมามโคมัยนี(ร.ฎ.)

ท่านอิมามโคมัยนี(ร.ฎ.) ท่านได้กล่าว ได้บันทึกในวาซียัตของท่านว่า…

“ประชาชาติของฉัน เป็นประชาชาติที่ประเสริฐกว่าประชาชาติของท่านศาสดา”

“ประชาชาติในยุคของฉัน เป็นประชาชาติที่ประเสริฐกว่าในยุคของท่านอิมามอาลี(อ)”

“ประชาชาติในยุคของฉัน เป็นประชาชาติที่ประเสริฐกว่าในยุคของท่านอิมามฮาซัน(อ)”

“ประชาชาติในยุคของฉัน เป็นประชาชาติที่ประเสริฐกว่าในยุคของและท่านอิมามฮูเซน(อ)”

“พวกท่านไม่เห็นหรอกหรือว่า ประชาชาติของฮูเซน รวมตัวกันเพื่อสังหารฮูเซน แต่ประชาชาติในยุคของฉัน ทั้งๆ ที่เขาไม่เคยสัมผัส และไม่เคยเห็นมะอฺศูมตัวจริง เลยแม้แต่ท่านเดียว แต่พวกเขาก็ร่วมมือร่วมใจกัน เพื่อต่อสู้กับการกดขี่ที่เกิดขึ้นในยุคสมัยของตนเอง เพื่อที่จะยืนหยัด และไม่มีวันที่จะหันหลังให้กับผู้นำของเขา นั่นคือ ประชาชาติที่ยอมพลีชีวิตของตนเองในการปฏิวัติ ในการรักษาปฏิวัติอิสลามภายใต้การก่อสงครามของศัตรู 8 ปี”

ที่นี้เรา ย้อนกลับไปดูในสาส์นสำคัญของท่านผู้นำ (ท่านอิมามคาเมเนอี) เมื่อ 2 ปีที่แล้ว ท่านได้ประกาศสาส์นนี้ออกมาในวโรกาสครบรอบ 40 ปีการปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน หลังจากการปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่านเติบโต และแข็งแรง เปรียบเสมือนต้นไม้ที่โตเต็มวัย จนไม่มีอะไรสามารถโค่นต้นไม้นี้ได้

โดยท่านอิมามคาเมเนอีได้กล่าวว่า….

“ไม่มีปฏิวัติใดในโลกนี้ จะเสมอเหมือนการปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน และการปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน เป็นการปฏิวัติที่ไม่มีวัน จะทำให้ลูกหลานของการปฏิวัตินั้นผิดหวังเป็นอันขาด”

ทีนี้ เรามาดู “ความหมายของการปฏิวัติ” เราจะพบว่า การปฏิวัติ หมายถึง การเปลี่ยนแปลง โดยเปลี่ยนสิ่งหนึ่งให้กลายเป็นอีกสิ่งหนึ่ง หรือถ้าในเชิงวิชาการ เราสามารถนิยามการปฏิวัติได้ว่า คือ “การเปลี่ยนแปลงการปกครอง”

ด้วยเหตุนี้ จึงมีนักวิชาการหลายคนบอกว่า การปฏิวัติด้วยตัวของมันเองแล้ว เป็นสิ่งที่ไม่มีอยู่ เป็นแค่สาเหตุให้สิ่งๆหนึ่งหายไป และสิ่งๆหนึ่งเกิดขึ้น และเมื่อสิ่ง ๆ นั้นเกิดขึ้น การปฏิวัติก็หมดหน้าที่ของตัวเอง เพราะฉะนั้นจึงเป็นเรื่องที่ไม่มีอยู่จริง สัมผัสไม่ได้  ทว่า สำหรับการปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่านไม่ได้เป็นอย่างนั้น การปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่านได้พิสูจน์แล้วว่า เป็นบ่อเกิดของความผาสุข ความสำเร็จ และอุดมการณ์ที่แข็งกล้า เหล่านี้ให้พวกเราได้ใช้ประโยชน์จนถึงทุกวันนี้

ข้อเปรียบเทียบระหว่างการปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่านกับการปฏิวัติในประเทศอื่นๆ

หากจะเปรียบเทียบการปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่านกับการปฏิวัติใดในโลกนี้ จะเห็นได้ว่า การปฏิวัติอิสลามในอิหร่านไม่เหมือนกับการปฏิวัติอื่นๆ จะพบว่า ประเทศอื่นๆไม่สามารถที่จะเทียบเท่าได้    ตัวอย่าง

เมื่อปี 1917 เกิดการปฏิวัติในรัสเซีย และ จีน จะพบว่า การปฏิวัติของทั้งสองประเทศนี้ก็เอามาเทียบไม่ได้ หรือหากจะอ้างถึงการปฏิวัติที่ยิ่งใหญ่ของฝรั่งเศส ตามที่เขาเล่าลือกัน แต่การปฏิวัติในฝรั่งเศส แม้จะยิ่งใหญ่ขนาดไหน ก็ยังเทียบกับการปฏิวัติในอิหร่านไม่ได้เช่นกัน เพราะการปฏิวัติทั้ง รัสเซีย จีน ฝรั่งเศสเหล่าได้หันหลังให้กับผลผลิตของตัวเขาเอง

ซึ่งหากศึกษาการปฏิวัติในฝรั่งเศส ยิ่งเห็นชัดว่า ผลผลิตจากการปฏิวัติฝรั่งเศสถูกประหารชีวิตโดยการปฏิวัติของฝรั่งเศสเอง แต่ในกรณีของการปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน กลับพบว่า การปฏิวัตินี้ไม่เคยหันหลัง ไม่เคยถีบส่งผลผลิตของตัวเอง

ด้วยเหตุผลนี้จึงทำให้การปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่านประสบความสำเร็จ และเหตุผลที่การปฏิวัตินี้ศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมาได้ สืบเนื่องจาก ต้นแบบการก่อการปฏิวัติของอิสลามแห่งอิหร่าน มาจากการปฏิวัติของอิมามฮูเซน(อฺ)ในกัรบาลาอฺนั่นเอง

เพราะฉะนั้นในก้าวที่หนึ่งของการปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่านโดยการนำของ2 มหาบุรุษผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุคสมัย อิมามโคมัยนี (รฎ.) และท่านอิมามคามาเนอี ฮาฟาซะฮุลลอฮ์(ขอพระองค์ทรงปกป้องรักษาท่านด้วยเถิด ) จึงเป็นที่ประจักษ์ว่า ทุกสิ่งทุกอย่าง ความก้าวหน้าต่างๆ ในทุกๆด้านได้เกิดขึ้นกับสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน ในนามของประเทศชีอะฮ์  และในทุกๆความก้าวหน้า หรือ ทุกศาสตร์ที่มนุษย์แสวงหาอยู่ ทั้งหมดที่อิหร่านก้าวหน้าได้ เพราะอยู่ภายใต้การนำของมหาบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ 2 ท่านนี้นั่นเอง

นอกจากนี้ การปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่านนี้ ประสบความสำเร็จถึงขนาดสามารถเปลี่ยนแนวคิดของนักวิชาการ และ ผู้เชี่ยวชาญในโลกตะวันตก ได้ด้วย แต่ทั้งนี้ส่วนมากจะเป็นนักวิชาการที่มีหัวใจเป็นกลาง มีความยุติธรรมในหัวใจ ซึ่งมีหลายท่านด้วยกัน ซึ่งหนึ่งในนั้น คือ มิเชล ฟูโคลท์ (Michel Foucault)

ในกรณีของ มิเชล ฟูโคลท์ ถ้าพี่น้องศึกษาเรื่องนี้อยู่ จะเข้าใจได้ว่า เขาเป็นคนหนึ่งที่อยู่คนละโลกกับเรื่องของศาสนา แต่ในท้ายที่สุด เขากลายมาเป็นคนที่ยึดมั่น มีความเชื่อ มีความศรัทธาในแนวทางการปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน  และไม่เพียงเท่านั้น ในวันนี้การปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน ยังสามารถเปลี่ยนแนวคิดของ ฟรานซิส ฟูกูยามา (Francis Fukuyama) ได้สำเร็จด้วยเช่นกัน

ฟรานซิส ฟูกูยามา จากที่เคยเป็นศัตรูตัวฉกาจ กับ การปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน ทว่าการปฏิวัติครั้งนี้ได้สร้างความประทับใจต่อเขา จนในที่สุดเขาได้เปลี่ยนแนวคิด ซึ่งเหตุผลที่เขาเปลี่ยนแนวคิด เป็นเพราะว่า เขาต้านความสำเร็จ ต้านความยิ่งใหญ่ของการปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่านไม่ได้นั่นเอง

นอกจากนี้ ฟรานซิส ฟูกูยามา ยังพูดถึงประเด็นสำคัญในหนังสือ The End of History ‘จุดจบแห่งประวัติศาสตร์’ ซึ่งในหนังสือเล่นนั้น ฟรานซิส ฟูกูยามา ได้โปรแนวคิดเสรีนิยมประชาธิปไตยอย่างสุดโต่ง ถึงขั้นบอกว่า ระบอบการปกครองแบบเสรีประชาธิปไตย เป็นรูปแบบสุดท้ายของการปกครองของมนุษยชาติ ไม่ว่าจะเป็นเผ่าพันธุ์สัญชาติหรือศาสนาใดก็ตาม  และในหนังสือเล่มนั้น ด้วยความสุดโต่งของฟรานซิส ฟูกูยามา เขายังชี้อีกว่า นับตั้งแต่การปฏิวัติฝรั่งเศสเป็นต้นมา รูปแบบการปกครองแบบประชาธิปไตยเป็นระบบการปกครองที่ดีที่สุด

ทว่า หลังจากที่เขาระบุถึงเรื่องนี้ผ่านไปหลายปี ก็เกิดปรากฏการณ์ที่โลกกำลังประสบกับการเมืองในแบบที่ไร้เสรีภาพแพร่กระจายไปในหลายแห่งของโลก และหลังจากที่เขาพบกับความล้มเหลวต่างๆ ดั่งที่อเมริกากำลังประสบในอิรัก ในอัฟกานิสถาน และรวมถึงประเทศอื่นๆอีกมากมาย ด้วยเหตุนี้แล้ว เขาจึงตัดสินใจเขียนคอลัมน์ใหม่ เพื่อลบล้างความคิดของตนเองในหนังสือเล่มนั้น โดยเขียนในคอลัมน์ของตนเองว่า…  “ตราบใดที่โลกนี้มีอิหร่าน มีรัสเซีย มีจีน มีเกาหลีเหนือ และประเทศอื่นที่มีแนวคิดในลักษณะนี้ อเมริกาจะไม่มีวันไปถึงเป้าหมายของตนเองได้ เพราะชะตากรรมของโลกใบนี้ อยู่ในการปกป้องจากประเทศเหล่านี้” นี่คือ จุดเปลี่ยนแนวความคิดของ ฟรานซิส ฟูกูยามา

อย่างไรก็ตาม แม้ศัตรูมีความพยายาม จะทำให้การปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่านล้มเหลวนั้น มีมากถึงขนาดในประเทศอิหร่านเองก็ประสบกับปัญหา ตามที่พี่น้องทราบกันดีในทุกวันนี้ ทว่าการกดดันต่างๆในทุกวิถีทาง อย่างเช่น การแซงชั่น ทั้งทางด้านผลิตภัณฑ์ อาหาร ยาประเภทต่างๆ  ทางด้านเศรษฐกิจ ทางด้านการเมือง ทางด้านความคิด ฯลฯ ที่ชาติผู้กดขี่กระทำกับประเทศอิหร่าน ก็ยังไม่สามารถที่จะทำอะไรการปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่านครั้งนี้ได้

และอิหร่านเองก็ยอมรับว่า การส่งออกการปฏิวัตินั้น เป็นเหตุทำให้เกิดความผิดพลาดบางอย่างในประเทศของตน ซึ่งที่มาของคำพูดที่เขาพูดกันเล่นๆ เชิงติดตลกว่า “อิมามโคมัยนี(รฎ) ได้สั่งเอาไว้ว่า การปฏิวัติของเราได้ส่งออกไปทั่วทั้งโลกใช่ไหม สุดท้ายแล้ว สิ่งที่เราส่งออก หมายถึง คนอิหร่านส่งออก จนไม่เหลืออะไรให้กับตัวเองไว้ใช้เลย”

อนึ่งสิ่งที่ทำให้ฟรานซิส ฟูกูยามา และนักวิชาการคนอื่นๆเปลี่ยนแนวคิดนั้น สืบเนื่องจากอเมริกประสบความล้มเหลวจากการลงทุนอย่างมหาศาลในตะวันออกกล่าว กล่าวคือ อเมริกามีการลงทุนเพื่อจะครอบงำ และเพื่อจะครองอำนาจในพื้นที่ในตะวันออกกลาง โดยลงทุนไปทั้งหมด 7 ล้านล้านดอลล่าร์ เพื่อที่จะให้ภูมิภาคนั้นเป็นภูมิภาคที่อยู่ภายใต้การปกครองของตนเอง

ทว่า สิ่งทีเกิดขึ้นในอิรักในวันที่ทรัมป์เดินทางไปถึงอิรักในเวลากลางคืนนั้น ปรากฏว่าเขาอยู่ได้ไม่ถึงเวลาศุบฮ์ ซึ่งเหตุผลที่เขาต้องรีบกลับบ้าน เพราะเขารู้แล้วว่า อเมริกาประสบความล้มเหลวโดยสิ้นเชิง โดยทรัมป์กล่าวด้วยตนเองว่า “เราไม่ได้อะไร เราล้มเหลวในการเข้าไปแทรกแซงประเทศในตะวันออกกลาง สิ่งที่อเมริกาลงทุนไป 7 ล้านล้านดอลล่าร์ ได้แต่ความพ่ายแพ้กลับไป”

ในทางกลับกัน สิ่งที่เกิดขึ้นกับอิหร่านนั้น คือ สิ่งที่เกิดขึ้นโดยบะรอกัตของการปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน อย่างไรก็ดี แม้งบประมาณที่อิหร่านลงทุนในภูมิภาคนั้น ซึ่งตัวเลขนี้ ข้อเท็จจริง นั้นไม่รู้ แต่จากการข่าวของอเมริกา เขารายงานว่า อิหร่านลงทุนเพียงแค่ 16,000 ล้านดอลล่าร์ ส่วนอเมริกา แน่นอนทรัมป์ได้ประกาศเองแล้วว่า การลงทุน 7 ล้านล้านดอลลาร์ สูญไปกับอากาศ อเมริกาไม่ได้อะไรเลยแม้แต่นิดเดียว

ทีนี้ เรามาดูกันว่า อิหร่านได้อะไรบ้าง จากการลงทุนจำนวน 16,000 ล้านดอลลาร์ในครั้งนี้ ซึ่งมันจะเกี่ยวข้องกับก้าวที่ 2 ของการปฏิวัติ

ประการแรก  ทำให้บาชาร์ อัล-อัสซาด ยังคงดำรงตำแหน่งอยู่

เป็นที่ประจักษ์ว่า ทุกคนที่มีตำแหน่งทางการเมืองการปกครอง ทั้งในประเทศตุรกี อเมริกา อิสราเอล และอีกหลายๆประเทศที่ไม่ประสงค์ให้บาชาร์ อัล-อัสซาด ดำรงตำแหน่งต่อไปนั้น กลับพบว่า พวกเขาหมดอำนาจไป ซึ่งพิจารณาได้จากผู้หลักผู้ใหญ่ในตุรกีได้เงียบหายไป อีกทั้งโอบามา และ ทรัมป์ ก็กลายเป็นอดีตผู้นำอเมริกาไปแล้ว นอกจากนี้ยังมีผู้มีอำนาจในอิสราเอล ซึ่งทั้งหมดก็ได้หมดอำนาจลง แต่บาชาร์ อัล-อัสซาดยังอยู่ เพราะผู้นำของเรา ท่านอิมามอาลี คาเมเนอี พอใจให้ บาชาร์ อัล-อัสซาด คงอยู่ในประเทศซีเรียและในภูมิภาคนี้ต่อไป

ดังนั้น ด้วยกับบริบทเหล่านี้ เป็นการแสดงให้เห็นว่า ภูมิภาคแถบตะวันออกกลาง อยู่ภายใต้ที่ไม่ใช่การครอบงำ แต่อยู่ภายใต้ความต้องการของสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน เพราะอิหร่านมาด้วยความจริงใจด้วย กอปรกับอิหร่านอยากจะมีชีวิตของตนเอง และทราบดีว่า ประเทศอื่นๆก็อยากจะมีชีวิตของตนเอง ดังนั้น เพื่อไม่กระทบกระทั่งกัน จึงไม่ได้บังคับแต่อย่างใด  นี่คือ ประการแรกผลของความสำเร็จจากการปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่านในก้าวที่ 2

ถึงกระนั้น ทรัมป์ ก็ยังออกมากล่าวกับประชาชนชาวอิหร่าน เพื่อสร้างประเด็น สร้างความปั่นป่วนในประเทศอิหร่านว่า “โอ้ประชาชนชาวอิหร่านเอ๋ย พวกท่านรู้หรือไม่ว่า ผู้นำสูงสุดของพวกท่าน ได้เอาเงินไปใช้ในตะวันออกกลาง เพื่อที่จะต่อสู้กับอเมริกา 16,000 ล้านดอลลาร์ เชียวน่ะ”

ชัดเจน ทรัมป์พยายามยั่วยุให้ประชาชนลุกฮือ ด้วยการโยนคำถามว่า ผู้นำสูงสุดแห่งอิหร่าน เอางบประมาณของประชาชนไปใช้ในตะวันออกกลางทำไม แต่ผู้นำสูงสุดของเราไม่ได้ตอบคำถามนี้ เพราะทรัมป์ไม่ได้อยู่ในระดับที่ท่านจะต้องมาร่วมสนทนาด้วย   ทว่า อัลลอฮ (ซบ.) ทรงดลใจให้ นักข่าวของพวกเขา นักข่าวได้โยนคำถามให้กับทรัมป์ใน หนังสือพิมพ์ “The independent” (หนังสือพิมพ์ของอังกฤษ) ความว่า

ถ้าผู้นำอิหร่านเอาเงินของประชาชนไปใช้ในตะวันออกกลาง เป็นจำนวนเงิน 16,000 ล้านดอลลาร์ แล้วคุณทรัมป์ละครับ !! ทำไมคุณไม่พูดถึงการที่คุณเอาเงินชาวอเมริกันไปใช้ 7 ล้านล้านดอลลาร์ล่ะ ซึ่งถ้าคุณเอา 16,000 ล้าน นั้น หารกับ 80 ล้านคน (80 ล้านคน คือตัวเลขของจำนวนประชากรชาวอิหร่าน) และถ้าสมมติผู้นำสูงสุดของเขา ขอเงินคนอิหร่านคนละเล็กคนละน้อย ประมาณคนละ 400-500 ดอลลาร์ หรือ 700- 800 ดอล 1000 ดอลลาร์ คนอิหร่านเขายอมให้อยู่แล้ว  แล้วคุณล่ะ 7 ล้านล้านดอลลาร์ เอาไปหารกับ 200 กว่าล้านดูสิว่า คนอเมริกาจะยอมคุณไหม ?”   นี่คือ สิ่งที่เกิดขึ้นในอเมริกา และทำให้ทรัมป์ต้องหยุดพูดเรื่องนี้

บันทึกของ “เชคเศาะบาห์ อัลอะห์มัด อัลญาบิร อัศเศาะบาห์”

ทราบดีว่า พี่น้องเริ่มจะเหนื่อยล้ากันแล้ว ถึงกระนั้นโอกาสแบบนี้ ไม่ได้มีบ่อยนัก ดังนั้น เพื่อให้พี่น้องได้ประโยชน์มากที่สุด จำเป็นต้องนำเสนอเรื่อง ของ “เชคเศาะบาห์ อัลอะห์มัด อัลญาบิร อัศเศาะบาห์” พอสังเขป

ด้วยกับ “เชคเศาะบาห์ อัลอะห์มัด อัลญาบิร อัศเศาะบาห์” อดีตเจ้าผู้ครองรัฐแห่งรัฐคูเวต หรือ อดีตผู้นำคูเวต ได้บันทึกในสมุดโน้ตของท่านว่า “หลังจากสงครามอิรักอิหร่านสิ้นสุดลง ซัดดัมได้จัดงานเลี้ยงที่ยิ่งใหญ่ที่แบกแดด อีกทั้งได้เชิญชวนผู้นำประเทศมุสลิมทั่วทั้งโลก มาร่วมในงานครั้งนั้นด้วย และตัวท่านเอง (หมายถึง “เชคเศาะบาห์ อัลอะห์มัด อัลญาบิร”) ก็ได้รับเชิญให้ไปเป็นแขกของซัดดัมด้วยเช่นกัน”

ตอนนั้น “เชคเศาะบาห์ อัลอะห์มัด อัลญาบิร” เป็นผู้นำของคูเวต ท่านได้บันทึกในสมุดไดอารี่ของท่านว่า “ในช่วงที่ฉันเป็นแขกของซัดดัมนั้น ซัดดัมมีกำหนดการจัดงานเฉลิมฉลองทั้งหมด 7 วันด้วยกัน แต่หลังจากผ่านไป 4 วัน ฉันเริ่มรู้สึกเบื่อ  ไม่อยากอยู่ต่อเพราะคิดถึงบ้านแล้ว จึงขออนุญาตกับซัดดัมว่า “การได้มาร่วมเฉลิมฉลอง 4 วันนี้ น่าจะเพียงพอแล้ว ฉันมีความจำเป็นต้องกลับประเทศแล้ว เพราะฉันมีภารกิจอีกมากมายที่ต้องไปสะสาง”

ซัดดัมได้ยินเช่นนั้น จึงตอบกับผู้นำของคูเวตในสมัยนั้นว่า ได้สิ ! ทำไมจะไม่ได้ เราจะขับรถไปส่งท่านด้วยตนเอง เดี๋ยวนี้เลย   เชคเศาะบาห์ อัลอะห์มัด อัลญาบิร” ผู้นำแห่งคูเวตก็ตอบไปด้วยความเกรงใจว่าท่าน ไม่ต้องลำบากหรอก ให้ลูกน้องไปส่งฉันก็ได้    ซัดดัมบอกว่า “ไม่ได้ๆ เราจะไปส่งท่านที่สนามบินเอง” จากนั้นซัดดัมก็ขับรถไปส่งอามีรแห่งคูเวตที่สนามบินแบกแดดด้วยตนเอง   ทว่าอามีร(ผู้นำ)ของคูเวตสมัยนั้น ได้บันทึกเพิ่มเติมในสมุดบันทึกของตนว่า ฉันรู้สึกแปลกใจมาก ในสิ่งที่ซัดดัมปฏิบัติกับฉัน กอปรกับซัมดัมขับรถมาส่งฉันที่สนามบินด้วยตนเอง จึงมีการสนทนากับซัมดัมว่า “ถ้ามีเวลา ท่านมาเยี่ยมเราที่คูเวตบ้าง เรามาเยี่ยมท่านที่อิรักแล้ว ท่านก็มาเยี่ยมเราที่คูเวตบ้าง”

ซัดดัมตอบอามีรแห่งคูเวตว่า “แน่นอน คูเวตเป็นเหมือนบ้านเราอยู่แล้ว อีกไม่นานเราจะไปเยี่ยมท่านเช่นกัน”

ตอนนั้น เชคเศาะบาห์ อัลอะห์มัด อัลญาบิร อามีรแห่งคูเวต ยังไม่เข้าใจนัยยะที่ซัดดัมพูดนั้น หมายถึงอะไร เพราะจริงๆแล้ว เชคเศาะบาห์เชิญซัดดัม ตามมารยาทเพียงเท่านั้น แต่พอซัดดัมตอบว่า ได้ ไม่ต้องกลัวหรอก คูเวตเป็นเหมือนบ้านเราเอง เร็วๆนี้ เราได้เจอกันแน่นอน”

ครั้น เวลาผ่านไปเพียงแค่ 7 เดือน ซัดดัมก็บุกคูเวต และยึดคูเวตเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซัมดัมปกครองคูเวตเป็นเวลาปีกว่าๆ ซึ่งในตอนนั้น เชคเศาะบาห์ อัลอะห์มัด อัลญาบิร ต้องหนีไปที่ซาอุดิอาระเบีย จนกระทั่งอเมริกามาช่วยคูเวต และเมื่ออเมริกามาช่วยคูเวต ด้วยเหตุนี้เอง ทำให้ซัดดัมต้องถอนทัพออกจากคูเวต

اللهم‌صل علی محمد وآل محمد‌   وعجل فرجهم

ถอดบทความโดย A m I n i l L a และ  Koyroon -nisa Binti Iskandar…