มัจญฺลิส “อาชูรอ” กับ “การเมืองระดับโลก”

236

ดร.ไมเคิล แบรนด์ต   (Michael Brandt )  เจ้าของหนังสือ  มุอามะเราะตุต –ตัฟรีก บัยนัลอัดยานิล อิลาฮียะฮ์  เจ้าหน้าที่อบรมสายลับ C.I.A กล่าวว่า  :    “ประเทศมุสลิมตกอยู่ภายใต้การปกครองของชาวตะวันตกมาหลายศตวรรษ ทั้งๆที่มุสลิมหลายประเทศได้รับเอกราชไปแล้วก็ตาม  แต่ระบบการปกครองและเศรษฐกิจของมุสลิม โดยเฉพาะวัฒนธรรมของพวกเขายังตกอยู่ภายใต้ชาวตะวันตกและนิยมชมชอบไปตามกัน”

การที่จะบิดเบือนความเข้าใจเหล่านี้ให้สำเร็จลงได้ ก็ต้องแสดงให้มุสลิม(ทั้งชีอะฮ์/ซุนนี่)และชนต่างศาสนิกได้เห็นว่า พวกชีอะฮ์ คือกลุ่มชนญาเฮลโง่เขลาและชักนำไปสู่ความงมงาย   และสิ่งนี้จะต้องผ่านขบวนการสนับสนุนทางทรัพย์สินแก่คนบางคนด้วยเช่น พวกคอเต็บ(นักบรรยาย)  มัดดาฮีน(นักอ่านกลอน)  เจ้าของมูลนิธิ(มุอัสสะซะฮ์)หัวหน้าของมัจลิสอาชูรอเพราะ ในหมู่คนเหล่านี้ มีพวกแสวงหาผลประโยชน์และพวกที่ชอบโอ้อวดรวมอยู่ด้วย

imaa

แผนขั้นที่สอง  ต้องพยายามรวบรวมและจัดเตรียมสิ่งต่างๆ ที่จะทำให้มัรญิ๊อ์ตักลีดตกอับหมดสภาพ และต้องพยายามเผยแพร่สิ่งนั้น ด้วยคำพูดและบทความของนักเขียนที่หาผลประโยชน์

หนึ่งจากอุปสรรคต่างๆที่ควรใส่ใจและให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่งคือ

ปัญหาเรื่องษะกอฟะฮ์อาชูรอ(ประเพณีและวัฒนธรรมการจัดมัจลิสอาชูรอ) และความพร้อมที่จะญิฮาดในหนทางของอัลลอฮ์   ซึ่งษะกาฟะฮ์ชะฮีด(ประเพณีการพลีชีพ)นี้ยังดำรงอยู่กับมุสลิมมัซฮับชีอะฮ์ จากการจัดมัจลิสอาชูรอเป็นประจำในทุกๆปี

เราจำเป็นต้องใช้แผนของอังกฤษคือ  “ แบ่งแยก แล้ว ปิดกั้น”  กับพวกชีอะฮ์  จากนั้นเราจึงเริ่มวางแผนและจัดโปรแกรมอย่างละเอียดให้ครอบคลุมในระยะยาวด้วย ซึ่งหนึ่งในแผนที่วางไว้ คือ

– ให้การสนับสนุนกลุ่มที่ต่อต้านพวกชีอะฮ์

– พยายามโปรโมท์แพร่คำพูดที่ว่า  “ ชีอะฮ์คือกาเฟ็ร “  โดยอาศัยคำฟัตวาจากอุละมาอ์ซุนนี่ และให้คนในมัซฮับนั้นๆทำญิฮาดต่อต้านชีอะฮ์

– พยายามทำให้มัรเญีอฺและอุละมาอ์ชีอะฮ์เสื่อมเสียชื่อเสียง ด้วยสื่อการเผยแพร่ต่างๆ เพื่อประชาชนจะได้เสื่อมศรัทธาและอิทธิของพวกเขาจะได้หมดไป

ทั้งหมดนี้คืองานวิจัยของเราในเรื่องราวของชีอะฮ์และนำพาเราไปสู่ผลลัพธ์ที่ว่า  เราไม่อาจสู้รบปรบมือกับชีอะฮ์แบบซึ่งๆหน้าได้  ไม่ว่าจะในรูปแบบใดก็ตาม   เพราะการทำให้พวกชีอะฮ์ได้รับความพ่ายแพ้นับได้ว่าเป็นเรื่องค่อนข้างยาก แต่เราควรจัดการกับพวกเขาจากทางด้านหลังม่าน ( คือใช้วิธีแบบสกปรก )

ด้วยเหตุนี้เราจึงต้องกำหนดนโยบายว่า

-จำเป็นต้องทำให้อะกีดะฮ์ชีอะฮ์อ่อนแอและเสียหาย

-จำเป็นต้องทำให้มุสลิมถือว่า ค่านิยมในการพลีชีพเป็นชะฮีดในหนทางของอัลลอฮ์นั้นเป็นเรื่องคูรอฟะฮ์ (ไร้สาระบ้าคลั่ง)และตะค็อลลุ๊ฟ (ล้าหลัง)

ที่ประเทศอิหร่าน กษัตริย์ชาฮ์สมุนรับใช้อเมริกาถูกโค่นล้มลงโดยอิหม่ามโคมัยนี  และพวกอังกฤษต้องพบกับความล้มเหลวต่อคำฟัตวาของอยาตุลเลาะฮ์ชีรอซี่

ที่ประเทศอิรัก ซัดดัม ฮุสเซนไม่สามารถใช้กำลังบังคับเฮาซะฮ์ในเมืองนะญัฟให้ยอมจำนนต่อเขาได้ ทำให้ซัดดัมต้องใช้วิธีกักบริเวณสัยยิดคูอี้และมัรเญีอฺอื่นๆอยู่หลายสิบปี

ที่เลบานอน อยาตุลเลาะฮ์ มูซาศ็อดร์ได้บีบให้กองทัพอังกฤษ ฝรั่งเศสและอิสราเอลจำต้องถอยร่นออกไป และกองกำลังฮิซบุลเลาะฮ์นำโดยสัยยิดฮาซันนัซรุลเลาะฮ์  ได้สร้างความเจ็บปวดและความสูญเสียให้กับกองทัพอิสราเอล

ที่บาห์เรน ทั้งๆชีอะฮ์ที่นั่นมีอิทธิพลไม่มากนัก แต่พวกเขาก็สามารถบีบบังคับให้รัฐบาลต้องยอมดำเนินตามสัญญาในรูปสงครามเย็น

หลังจากที่เราได้รวบรวมข้อมูลเรื่องชีอะฮ์จากแหล่งต่างๆในโลก และหลังจากได้ทำการวิจัยแล้ว   เราได้รับคำตอบสำคัญมาแล้ว ที่ทำให้เราบรรลุสู่เป้าหมายได้

พวกเรารู้แล้วว่า  แท้จริงเพาเวอร์และอำนาจของมัซฮับชีอะฮ์ตกอยู่ในมือของมัรเญีอฺตักลีดและอุลามาอฺชีอะฮ์ เพราะคนกลุ่มนี้ทำหน้าที่พิทักษ์ดูแลมัซฮับชีอะฮ์

มัรเญีอฺชีอะฮ์ ตลอดหน้าประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาในอดีต พวกเขาไม่เคยปฏิบัติตามฮากิมกาเฟ็ร(ผู้ปกครองไร้ศรัทธา)หรือผู้ปกครองอธรรมคนใดทั้งสิ้น และไม่เคยให้การสนับสนุน

dlfogk

แผนขั้นที่หนึ่ง  คือส่งนักวิจัยกับสายลับไปสืบหาข้อมูลดังนี้

1- มีชีอะฮ์อยู่ที่ประเทศใดในโลก  และพวกชีอะฮ์มีอิทธิพลอยู่ที่ใดบ้าง

2-  เราจะใช้วิธีการใด ทำให้พวกชีอะฮ์ขัดแย้งกันเอง

3- เราจะใช้วิธีการใด ทำให้ซุนนี่กับชีอะฮ์ขัดแย้งกัน จากนั้นเราจึงค่อยฉกฉวยความขัดแย้งนั้นให้เป็นประโยชน์สำหรับเรา

เช่นเดียวกัน มันได้พาเราไปสู่ผลลัพธ์ที่ว่า  ชีอะฮ์เป็นชนกลุ่มเดียวที่สามารถก่อเอฟเฟ็ค(effect  ปฏิกิริยาความสำเร็จ)ได้มากที่สุดกว่ามุสลิมกลุ่มใดในโลก

ด้วยเหตุนี้ในที่ประชุมจึงมีมติว่า  จำเป็นต้องทำการวิจัยแนวทางชีอะฮ์ให้ละเอียดมากขึ้น จากนั้นจึงค่อยวางแผนจัดการทีหลัง  เราได้ทุ่มเทงบประมาณเพื่องานนี้ไป 40 ล้าน $  โดยจัดลำดับงานวิจัยเป็น 3 ขั้นตอนคือ

1- รวบรวมข้อมูลข่าวสารและสำรวจสิ่งที่จำเป็นต่างๆเกี่ยวกับชีอะฮ์

2- กำหนดเป้าหมายในระยะสั้น เช่นการโฆษณาโจมตีชีอะฮ์ และสร้างความขัดแย้งขึ้นระหว่างชีอะฮ์กับมัซฮับอื่นๆในอิสลาม

3- กำหนดเป้าหมายในระยะยาวนั่นคือ  ถอนรากถอนโคนชีอะฮ์

ดังนั้น ในปีค.ศ. 2010   เราตั้งเป้าหมายและคาดหวังเอาไว้ว่า  จะต้องสร้างความอ่อนแอให้กับมัรญิ๊อฺชีอะฮ์  จนบรรดามัรญิ๊อฺชีอะฮ์จะโดนประณาม ถูกบดขยี้ด้วยน้ำมือของพวกชีอะฮ์เอง โดยที่อุละมาอ์มัซฮับอื่นยังคงอยู่อย่างปกติ

แผนขั้นสุดท้าย คือ  หลังจากพวกชีอะฮ์หมดสภาพหมดความนับถือในสังคมแล้ว  เราจึงค่อยจัดการกับพวกเขาทีหลัง

การปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน มิใช่ได้ชัยชนะมาจากความล้มเหลวในการปกครองของกษัตริย์ชาฮ์ แต่ว่ามันยังมีปัจจัยอื่นๆอีกเช่น ชาวอิหร่านมีผู้นำศาสนาที่เข้มแข็งอย่างอยาตุลลาฮ์โคมัยนี่  และได้นำ ثَقاَفَةُ شَهاَدَةٍ (วิถีวัฒนธรรมแห่งการพลีชีพ)มาใช้ ซึ่งรากเหง้านี้มีที่มาจากการเป็นชะฮีดของอิม่ามฮูเซนเมื่อ1,400 ปีที่ผ่านมา    ขบวนการชะฮีดนี้ เริ่มแพร่หลายและขยายความลึกซึ้งออกไปเรื่อยๆทุกปีในช่วงเดือนมุฮัรรอม ในงานรำลึกถึงโศกนาฏกรรมของอิม่ามฮูเซน

ในปีคริสต์ศักราชที่  1978  ชาวอิหร่านทำการปฏิวัติอิสลามสำเร็จ ทำให้อเมริกาผู้กดขี่ประสบความเสียหายขาดทุน  ทีแรกเราคาดคิดว่า  การปฏิวัติอิสลามเข้ามาเพื่อตอบสนองพวกเคร่งศาสนากับพวกผู้นำศาสนา ซึ่งคงไม่มีผลกระทบอะไรกับเรา  แต่เมื่อเวลาผ่านไป ความเข้าใจและวัฒนธรรมแห่งการปฏิวัติอิสลามเริ่มขยายตัวกว้างขึ้นเรื่อยๆต่อประเทศต่างๆโดยเฉพาะที่อิรัก ปากีสถาน  เลบานอน  คูเวตและประเทศอื่นๆ  เขากล่าวในที่ประชุมต่อหน้าเจ้าหน้าที่ระดับหัวหน้าC.I.A และสายลับอังกฤษว่า  เราผิดพลาดมากๆต่อการวิจัยที่ผ่านมา  หลังจากที่เราได้ประกอบธุรกิจอยู่ในประเทศมุสลิมมาอย่างยาวนาน   ทำให้เราสรุปผลได้ดังนี้ :ฉะนั้นหากท่านเป็นชีอะฮ์ที่มีความรักต่ออิม่ามมะฮ์ดี(อ)  จงนำข่าวนี้ไปบอกชีอะฮ์ทุกคนให้รับรู้ถึงแผนชั่วของศัตรูอิสลามและอย่าตกเป็นเหยื่อของมาร

โอ้ชีอะฮ์ทั้งหลาย   พวกท่านพอใจหรือที่จะให้เขาลบชื่อของอิม่ามฮูเซน ?   ท่านพอใจหรือที่จะให้เขา ทำลายศาสนาอิสลามที่แท้จริง.

 

บทความโดย เชค อับดุลญะวาด สว่างวรรณ